MTB SOCIETY: สังคมดี มีสาระ สำหรับเพื่อนนักปั่น
พฤษภาคม 21, 2012, 06:44:23 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

ข่าวประชาสัมพันธ์
MTB SOCIETY: สังคมดี มีสาระ สำหรับเพื่อนนักปั่น
เป็นเว็บสำหรับคนรักการปั่นจักรยาน
แต่ก็เป็นเว็บน้องใหม่ ที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่วัน ยังไงก็ขอฝากทุกท่านด้วยครับ
ระบบการทำงานอาจจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ 100% แต่ก็จะทำการแก้ไขเสร็จในไม่ช้านี้ครับ
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ระบบเกียร์จักรยาน  (อ่าน 277 ครั้ง)
admin
Administrator
Newbie
*****

คะแนน 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์



Level 3 : Exp 27%
HP: 0%

กระทู้: 16

คะแนนถูกใจ
-ถูกใจคนอื่น: 0
-มีคนถูกใจ: 0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2011, 11:06:39 pm »



ปัญหานี้คงเป็นปัญหายอดฮิตสำหรับมือใหม่ทุกๆคนเนื่องมาจากระบบเกียร์ที่ค่อนข้างจะ
ซับซ้อนสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคย และจำนวนเกียร์ที่มีมากมายจนน่าปวดหัว  [   ระบบเกียร์เป็น
คำกล่าวรวมเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อน(drive train)ทั้งระบบ   ซึ่งประกอบด้วยชุดจานหน้า(chain
ring) สับจานหน้า(front derailleur) ชุดเฟืองหลัง(cog) ตีนผี(rear derailleur)   โซ่(chain)
และยังรวมไปถึงชุดเปลี่ยนเกียร์(shifter) ]

         เกียร์จักรยานนั้นถูกออกแบบมาด้วยเหตุผลคล้ายกับเกียร์รถยนต์   คือเพื่อให้ผู้ถีบสามารถ
ใช้รอบขาและแรงถีบได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ความเร็ว   และสภาพของตัวผู้ถีบเอง โดย
จะเลือกอัตราทดจากการเปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดจานหน้าซึ่งจะมีตั้งแต่ 2 - 3 จาน   ร่วมกับการ
เปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดเฟืองหลังซึ่งมีตั้งแต่ 7 - 9 เฟือง ( CampagnoloและRitchey   ได้ทำ
ชุดเฟืองหลัง10 เฟืองออกมาแล้ว   แต่อาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายเนื่องจากใช้เพื่อการแข่งขัน )

         ในที่นี้ผมจะขอกล่าวเฉพาะชุดจานหน้า 3 จานและเฟืองหลัง 9   เฟืองของเสือภูเขาเท่านั้น
ทางShimanoได้ผลิตชุดขับเคลื่อนระบบนี้ตั้งแต่ชุดระดับกลางๆคือ Deore   จนถึงชุดระดับสูง
อย่าง XTR  โดยอาจจะเรียกให้เข้าใจกันง่ายๆว่า ชุดขับเคลื่อน 27 speeds   ซึ่งความหมายมา
จาก 3 x 9 = 27 นั่นเอง    ซึ่งการเรียกตำแหน่งเกียร์นั้นจะเรียกเป็นตัวเลขคล้ายกับเกียร์รถยนต์
โดยจานหน้าใบเล็กสุด จะเรียกว่าจาน1 จานกลางจะเรียกว่าจาน2   จานใหญ่สุดจะเรียกว่าจาน3
คล้ายๆกับเกียร์รถยนต์ ตัวเลขที่มากขึ้นก็จะหมายถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นมา   (และออกแรงเพิ่มขึ้น)
ในขณะที่ชุดเฟืองหลังนั้นจะเรียกเฟืองใหญ่สุดว่าเฟือง1   แล้วเรียกไล่กันไปจนถึงเฟืองเล็กที่สุดว่า
เฟือง9  หลายคนอาจจะเริ่มสับสน   คือถ้าเฟืองหลังยิ่งเล็กลงความเร็วก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสลับกันกับ
ชุดจานหน้า  ตัวอย่างในการเรียกให้เข้าใจตรงกัน เช่น ตำแหน่งเกียร์   3-7จะหมายถึงจานหน้า
อยู่ในตำแหน่งจาน3 และเฟืองหลังอยู่ในตำแหน่งเฟือง7 (คือเฟืองตัวที่ 3   นับขึ้นมาจากเฟืองที่
เล็กที่สุด)

         ผมจะใช้ตัวอย่างจากชุดขับเคลื่อนยอดฮิตที่มีชุดใบจานหน้า 44-32-22 (   ใบใหญ่44ฟัน
ใบกลาง32ฟัน และใบเล็ก22ฟัน )  กับชุดเฟืองหลังมีจำนวนฟันเรียงกันดังนี้   11-12-14-16-18
-21-24-28-32  อัตราทดจะคำนวณโดยการนำจำนวนฟันของจานหน้าหารด้วยจำนวนฟันของ
เฟืองหลัง เช่น เกียร์ 3-9 จะมีอัตราทดเท่ากับ 44หารด้วย11 เท่ากับ 4.0   ซึ่งหมายถึงว่าถ้าเราปั่น
บันไดครบ1รอบ ล้อหลังจะหมุนไปได้ 4 รอบ ดูตารางกันก็แล้วกันนะครับ

             
 เฟือง 9  เฟือง 8  เฟือง 7    เฟือง 6  เฟือง 5  เฟือง 4  เฟือง 3  เฟือง 2  เฟือง 1
จาน 3       4.00     3.67     3.14     2.75        2.44     2.10     1.83      1.57     1.38
จาน 2       2.91     2.67     2.29     2.00      1.78     1.52     1.33        1.14     1.00
จาน 1       2.00     1.83     1.57     1.38      1.22     1.05     0.92        0.79     0.69

 

แล้วจะเลือกใช้เกียร์อย่างไรดีหละ
           หลักการใช้เกียร์ที่เหมาะสมนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้ความหนักเบาให้พอดีกับแรง
และสุขภาพของคุณเอง  การใช้เกียร์ที่หนักอัตราทดสูงๆ เช่น 3-9   อาจจะเหมาะสมสำหรับความ
เร็วสูงสุดช่วงสั้นๆในทางเรียบหรือความเร็วในการลงเขา    แต่ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางไกลๆ
เพราะจะหนักเกินไป และผลสุดท้ายจะลงเอยกับเข่าของคุณเอง    สู้ใช้เกียร์ที่เบากว่าแต่ใช้รอบขา
สูงกว่าไม่ได้ และเกียร์ที่เบาเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อการออกกำลังกาย   น้ำหนักเกียร์ที่เหมาะสม
จึงเป็นเรื่องที่คุณจะต้องเลือกใช้ตามความจำเป็น   เช่นเดียวกันกับรถยนต์ที่ไม่มีใครใส่เกียร์5 ขึ้น
ดอยอินทนนท์ ไม่ว่าเครื่องยนต์จะทรงพลังแค่ไหนก้อตาม   และถึงแม้ว่าจะขึ้นได้ผลเสียก้อคงตก
กับเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนเอง   อันนี้จึงเป็นเรื่องของทางสายกลางที่คุณจะต้องหาเองเพราะ
ว่าแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันไป

         แล้วจะเลือกใช้เกียร์ไหนดีเอ่ย มีตั้ง 27 เกียร์แหนะ    เรามาลองย้อนขึ้นไปดูที่ตารางอัตรา
ทดอีกทีนะครับ คุณจะพบว่ามันไม่ได้มีอัตราทดหลากหลายกันถึง 27 speedsอย่างที่คิด   บาง
อัตราทดก็จะเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน รวมไปถึงข้อจำกัดในเรื่องของแนวโซ่     จนเราไม่อาจจะใช้
มันจริงๆจังๆได้ครบทั้งหมด และจากการใช้งานจริงๆเราจะใช้มันอย่างมากก็เพียง   15-16 อัตรา
ทดเท่านั้น

         พูดถึงแนวโซ่ อาจจะสับสนกับคำว่าchain lineได้

         ผมคงต้องขออนุญาตปูพื้นคำว่าchain lineเสียก่อนนะครับ คำว่าchain   lineนั้นหมาย
ถึงระยะห่างระหว่างจุดกึ่งกลางท่ออาน(seat tube)กับยอดใบจานกลาง[หรือจุดกึ่งกลางระหว่าง
จานหน้าใบใหญ่สุดกับใบเล็กสุด(ในกรณี 2 ใบจาน)] chain lineจะเป็นใช้ค่าอ้างอิงระยะห่าง
ระหว่างชุดใบจานหน้ากับเฟรม  ค่าchain line จะแปรผันไปตามความยาวของแกนกระโหลก
ลักษณะของชุดขาจาน(crank set) และการสวมเข้ากับแกนกระโหลก   โดยทั่วไปแล้วสำหรับเสือ
ภูเขาส่วนใหญ่ จะมีค่าchain lineอยู่ในช่วง 47.5 - 50.0mm

           ส่วนคำว่าแนวโซ่ที่ผมจะใช้ตลอดบทความเรื่องนี้จะหมายถึงการเล็งแนวของโซ่จากเฟือง
หลังไปหาจานหน้าหรือจากจานหน้าไปหาเฟืองหลังโดยเทียบกับแนวของล้อ    คำว่าแนวโซ่ตรง
มีความหมายว่าแนวโซ่ขนานกับแนวล้อ และแนวโซ่เบี่ยงเบน   หมายถึงว่าแนวโซ่เบี่ยงเบนจาก
แนวขนานกับแนวล้อ

โซ่เป็นจุดที่เปราะบางที่สุดของระบบเกียร์
         โซ่เป็นตัวถ่ายทอดแรงจากบันไดไปยังล้อหลัง   โดยรับจากจานหน้าส่งต่อไปยังเฟืองหลัง
จุดอ่อนของโซ่ก็คือ ข้อโซ่    ข้อโซ่อาจจะได้รับการออกแบบมาอย่างดีสำหรับการรับแรงกระทำใน
แนวยาวซึ่งจะมาในรูปของการดึง แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาดีนักสำหรับการรับแรงบิด   ทั้งการบิด
เกลียวและการบิดด้านข้าง เมื่อโซ่ได้รับแรงบิด    ข้อโซ่จะเป็นบริเวณที่ต้องเผชิญกับความเครียด
และแรงเค้น   เมื่อโลหะที่เป็นแผ่นประกับ(outer plate)ตรงบริเวณข้อโซ่ได้สะสมความเครียด
และแรงเค้นจนถึงจุดที่เกิดอาการล้าตัวแล้ว แกนข้อโซ่ก็จะถูกบิดให้หลุดออกมา   ก็จะเกิดอาการ
ที่เรียกว่า "โซ่ขาด"

         การบิดของโซ่จะเกิดเกือบตลอดเวลาของการใช้งาน    โดยการบิดตัวด้านข้างจะเกิดขึ้นใน
ขณะที่ใช้อัตราทดที่มีแนวโซ่เบี่ยงเบน ยิ่งเบี่ยงเบนมากก็จะบิดตัวมาก    (การบิดด้านข้างของโซ่
จะทำให้มีแรงต่อฟันของจานหน้าและเฟืองหลังที่เกี่ยวข้องด้วย)   ส่วนการบิดเกลียวจะเกิดขึ้นใน
ขณะที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้า   แรงบิดเกลียวที่กระทำต่อโซ่ในขณะเปลี่ยนตำแหน่งจาน
หน้านี้จะเพิ่มขึ้นตามแรงที่เรากดบันได

การใช้ตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสม
โดยพิจารณาจากแนวโซ่
         การเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสมโดย
พิจารณาจากแนวโซ่เป็นเหตุผลหลักนั้น จะช่วย
ยืดอายุการใช้งานในระยะยาวของระบบเกียร์ไม่
ว่าจะเป็น โซ่ หรือชุดจานหน้าหรือเฟืองหลัง

         ถ้าพิจารณาจากรูปจะเห็นได้ว่าที่ตำแหน่ง
เกียร์ 1-3 , 2-5 และ 3-7 แนวโซ่แทบจะเป็นเส้น
ตรงเลยทีเดียว



 

* กลุ่ม1และกลุ่ม2     จะเป็นกลุ่มที่ใช้ได้ดีมากเนื่องจากแนวโซ่ไม่ได้เบี่ยงเบนไปมาก และ
      ยังสามารถไล่อัตราทดต่อเนื่องกันได้อย่างเพียงพอสำหรับการใช้งาน   เช่นเมื่อเราใช้เกียร์
      2-7 ทำความเร็วได้พอสมควรแล้ว และต้องการจะทำความเร็วเพิ่มขึ้นอีก    เราอาจจะเลือก
      เปลี่ยนเกียร์เป็น 3-6     ซึ่งจะให้อัตราทดที่เพิ่มขึ้นและต่อเนื่องคล้ายกับอัตราทดในเกียร์
      2-8 แต่แนวโซ่ไม่เบี่ยงเบนไปมาก  หรือ   คุณกำลังจะปั่นขึ้นเนินด้วยตำแหน่งเกียร์ 2-3
        และเห็นว่าเนินนี้ยังอีกยาวทั้งมีแนวโน้มว่าคุณจะต้องใช้เกียร์ที่ต่ำกว่านี้อีกในการจะเอา
      ชนะ   แทนที่คุณจะเปลี่ยนเป็นเกียร์ที่ต่ำกว่านี้ด้วยการใช้เกียร์ 2-2    ผมแนะนำให้คุณ
      เปลี่ยนไปเล่นเกียร์ 1-5 แทนจะดีกว่า   นอกจากเรื่องอัตราทดและแนวโซ่แล้วยังจะมีสิ่งที่
      หลายคนนึกไม่ถึง ซึ่งจะอธิบายในเรื่องของการใช้เกียร์เพื่อขึ้นเขาต่อไป
    * กลุ่ม3   ก็ยังสามารถใช้ได้อยู่   แต่ก็ไม่เลวนักถ้าจะเปลี่ยนไปใช้เกียร์ในกลุ่ม2
    * กลุ่ม4   แนวโซ่จะเบี่ยงเบนไปพอสมควร   ซึ่งจะบั่นทอนอายุการใช้งานในระยะยาว
    * กลุ่ม5   ไม่จำเป็นหรือไม่เผลอก็อย่าไปใช้เลย สึกหรอโดยใช่เหตุ
    * กลุ่ม6   คือ เกียร์ 3-1 และ1-9 เป็นเกียร์ต้องห้าม   อย่าได้เผลอไปใช้ทีเดียวนะครับ

ทำไมเกียร์ 3-1 และ 1-9   เป็น"เกียร์ต้องห้าม"
         ตำแหน่งเกียร์ 3-1 หรือหน้าใหญ่สุด
หลังใหญ่สุด นอกจากแนวโซ่จะเบี่ยงเบนไป
อย่างมากแล้ว  ตัวตีนผีเองจะถูกโซ่ดึงจนกาง
ออกเกือบจะเป็นเส้นตรง ซึ่งถ้าความยาวของ
โซ่สั้นเกินไปกว่าที่ควร ขาตีนผีอาจจะถูกบิด
จนโก่งงอ เคยพบว่าในบางรายฟันของเฟือง1
คดงอจากแรงดึงของโซ่ได้
   

         เกียร์ 1-9   ถึงแม้จะไม่ถูกนำใช้งานเนื่องจากแนวโซ่ที่เบี่ยงเบนไปอย่างมากนั้น   แต่ก็ใช่ว่า
จะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียวเพราะว่าจะถูกใช้เป็นเกียร์สำหรับจอดเก็บ   เพราะว่าในตำแหน่งจาน
หน้าเล็กสุด สปริงของตัวสับจานหน้าจะหย่อนที่สุด    เช่นกันกับตำแหน่งเฟืองหลังที่เล็กสุด สปริง
ในตัวตีนผีจะหย่อนที่สุดเช่นกัน     การเก็บเกียร์ในลักษณะนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของสปริง
ในตัวสับจานหน้าและตีนผี

 

เทคนิคการเลือกใช้ตำแหน่งสับจานหน้าในสถานะการณ์ต่างๆ
         การเปลี่ยนตำแหน่งสับจานหน้านั้น ไม่ใช่สิ่งที่กระทำได้สะดวก   รวดเร็วเหมือนอย่างการ
เปลี่ยนตำแหน่งเฟืองหลัง   เพราะระยะห่างระหว่างใบจานหน้า   รวมไปถึงความแตกต่างระหว่าง
จำนวนฟันของใบจานหน้าแต่ละใบ    ผิดกับชุดเฟืองหลังที่จะอยู่ชิดกันกว่ารวมไปถึงจำนวนฟัน
ที่ต่อเนื่องกันมากกว่า

           การพิจารณาเลือกใช้และการตัดสินเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าในแต่ละสถานการณ์อาจจะ
แตกต่างกันไปสำหรับหลายๆคน แต่ก็ยังคงมีเหตุผลหลักๆที่คนส่วนใหญ่ยอมรับมัน

1. สำหรับทางเรียบ   คุณจะใช้จานกลางหรือจานใหญ่ก็สุดแล้วแต่ระดับความเร็วที่คุณใช้และ
แนวโซ่ที่จะเบี่ยงเบน เช่นถ้าคุณเกาะกลุ่มในทางเรียบที่ความเร็วประมาณ   29-31กม/ชม
แช่เป็นทางยาว แทนที่คุณจะใช้ตำแหน่งเกียร์ 2-9 ซึ่งแนวโซ่จะเบี่ยงเบนไปมาก    ก็ควร
จะเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์ 3-7 ซึ่งแนวโซ่จะเป็นเส้นตรง

2. สำหรับทางลงเขา ควรใช้จานใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึง   ระดับความเร็วที่คุณกำลังปั่น
ส่งเพื่อลงเขาเท่านั้นหรือแม้จะเพียงปล่อยไหลลงเขาก็ตาม   เพราะว่าถ้าหากมีการล้มเกิดขึ้น
โซ่ที่มาอยู่ในตำแหน่งจาน3 จะป้องกันขาของคุณจากความคมของยอดฟันใบจาน ซึ่งคม
พอที่บาดขาคุณลงไปถึงกล้ามเนื้อได้

3. # สำหรับกรณีขึ้นเขา   คุณอาจจะมีแรงมากพอที่จะใช้จานกลางปั่นขึ้นเขาได้โดยตลอด  และ
คิดว่าการเปลี่ยนมาใช้จานเล็กจะทำให้เสียเวลา  ขอเพียงแค่คุณแรงถึง   และแนวของโซ่ไม่
เบี่ยงไปมากนักก็คงจะไม่เป็นไรมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเกิดคุณขึ้นเขาด้วยเกียร์   2-1หละครับ
ผมว่าคุณใช้เกียร์ 1-4 จะไม่ดีกว่าหรือ   อัตราทดใกล้เคียงกันแถมแนวโซ่ยังไม่เบี่ยงด้วย

      โซ่ในระบบเกียร์ 27 speeds จะบางกว่าโซ่ของระบบเกียร์ 24 speeds   หรือระบบ
เดิมประมาณ0.6mm และต้องยอมรับว่าความแข็งแรงย่อมจะลดลงเป็นธรรมดา ซึ่งได้รับ
การยืนยันจากผู้ใช้หลายๆคนว่าโซ่ของระบบใหม่ขาดง่ายกว่าระบบเดิม   แต่ในความเป็น
จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโซ่ใหม่หรือโซ่เดิม   โอกาสโซ่ขาดอันเกิดจากการใช้งานที่ผิดวิธีย่อม
เกิดขึ้นได้เสมอ โซ่ขาดในระหว่างขึ้นเขาเป็นเหตุการณ์ที่พบได้เรื่อยๆ   ไม่ใช่ว่าข้อโซ่ทน
แรงดึงไม่ไหว แต่ข้อโซ่ทนแรงบิดไม่ไหวต่างหาก คุณรู้หรือไม่ว่า   โซ่จะบิดเกลียวและบิด
ตัวด้านข้างอย่างมากในขณะที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้า   ถ้าบวกด้วยการออกแรงดึง
โซ่อย่างหนัก เช่น   ลดจานหน้าลงมาในขณะที่ขายังกดบันไดอย่างหนักเพื่อที่จะเอาชนะ
เนินสูงให้ได้ก็อาจจะทำให้ข้อโซ่บิดจนหลุดออกมาได้     ขณะที่การเปลี่ยนตำแหน่งเฟือง
หลังนั้นจะทำได้ง่ายกว่า โซ่จะบิดตัวน้อยกว่า   เนื่องจากระยะห่างระหว่างเฟืองแต่ละแผ่น
มีน้อยกว่าระยะห่างระหว่างใบจาน

วิธีที่ควรทำในระหว่างการขึ้นเขาก็คือ
    * พิจารณาจากรอบขาและแรงที่เรายังมีอยู่
    * ถ้าเนินที่เห็นข้างหน้า หนักหนากว่าที่จะใช้จาน2ได้ตลอดเนิน   ก็ให้เปลี่ยนเป็น
      จาน1 เมื่อยังมีแรงและรอบขาเหลืออยู่ โดยลดแรงกดที่บันไดลงก่อน 
      อย่าเปลี่ยน
      จานหน้าในขณะที่กำลังจะหมดแรงส่ง    เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณกำลังออกแรงย่ำ
      บันไดอย่างหนักโดยที่บันไดแทบจะไม่ขยับเลย   ซึ่งนั่นหมายถึงว่าแรงตึงภายใน
    * โซ่จะสูงมากจนน่าเป็นห่วงที่จะทำให้ข้อโซ่อ้าได้   จากนั้นมาเล่นรอบโดยการเปลี่ยนตำแหน่งเฟืองหลังโดยใช้เฟืองที่เล็กลงก่อนเพื่อ
      ลดอาการ"หวือ"ของขาจากการที่ลดจานหน้าลง    แล้วจึงเลือกเปลี่ยนตำแหน่งเฟือง
      หลังไปตามสถานะการณ์ แต่หลักการยังคงเหมือนเดิมคือ   ให้เปลี่ยนเกียร์ในขณะ
      ที่ยังมีแรงหรือรอบขาเหลืออยู่   อย่าเปลี่ยนในขณะที่กำลังจะหมดแรงส่งด้วยเหตุผล
      ที่เหมือนกับการสับจาน   ถึงแม้ว่าจะไม่มีผลให้โซ่ขาดต่อหน้าต่อตาแต่จะบั่นทอน
      อายุการใช้งานลงอย่างคาดไม่ถึง   (อาจจะเจอโซ่ขาดเอาดื้อๆขณะที่กำลังปั่นทั้งๆที่
      ไม่ได้เปลี่ยนเกียร์เลย )   และต้องลดแรงกดที่บันไดในเวลาเปลี่ยนเกียร์เช่นกัน

ข้อสรุป
    * เลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางและสภาพตัวคุณเอง   พยายามหลีกเลี่ยงการใช้
      เกียร์ที่หนักแรงโดยไม่จำเป็น เก็บข้อเข่าคุณไว้ใช้ตอนอายุมากๆดีกว่า
    * เลือกอัตราทดที่โซ่ไม่เบี่ยงเบนมาก  เพื่อยืดอายุการใช้งานของโซ่    และลดการสึกหรอของ
      จานหน้าและเฟืองหลัง
    * เกียร์ 1-9 และ 3-1 ไม่ใช่เกียร์สำหรับใช้งาน แต่เกียร์1-9   มีไว้สำหรับเก็บรถเพื่อพักสปริง
      สับจานและตีนผี และระวังอย่าเผลอใช้เกียร์ 3-1
    * การเปลี่ยนเกียร์ ไม่ว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าหรือเฟืองหลัง   ให้ลดแรงกดที่บันได
    * ในขณะลงเขา เปลี่ยนจานหน้ามาไว้ที่จาน3 เสมอ โซ่จะคลุมยอดฟันคมๆของจาน3   ไม่
      ให้มาเกี่ยวขาเราในเวลาที่ล้ม
    * ในขณะขึ้นเขา ควรจะเปลี่ยนมาใช้จาน1ในช่วงที่ยังมีรอบขาเหลืออยู่   ทางที่ดีแล้วควรจะ
      เปลี่ยนมาใช้จาน1เสียแต่เนิ่น แล้วมาไล่เฟืองหลัง   การเปลี่ยนตำแหน่งเฟืองหลังในขณะ
      ขึ้นเขา ทำได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้า


ขอขอบคุณบทความจาก:  http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2223.0
บันทึกการเข้า

เพิ่มแท๊ก: ระบบ เกียร์ จักรยาน 
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.6 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.1 © 2008-2009, SimplePortal | Thai language by ThaiSMF

Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.068 วินาที กับ 25 คำสั่ง (Pretty URLs adds 0.008s, 2q)

Google visited last this page พฤษภาคม 18, 2012, 12:57:10 pm