MTB SOCIETY: สังคมดี มีสาระ สำหรับเพื่อนนักปั่น
ตุลาคม 24, 2014, 02:43:13 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

ข่าวประชาสัมพันธ์
MTB SOCIETY: สังคมดี มีสาระ สำหรับเพื่อนนักปั่น
collapse
ข้อมูลผู้ใช้
 
 
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?


บอร์ดยอดนิยม



xx ประโยชน์ของการขี่จักรยานด้านต่าง | 25 พ.ย. 13
admin
02:29:08 โดย: admin
อ่าน: 1137 | ตอบ: 0

เราอาจขี่จักรยานเพื่อช่วยให้โลกสะอาดขึ้น นั่นคือเหตุผลเบื้องต้นที่ทำให้ใครๆหันมาขี่จักรยาน แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปกว่านั้น เจาะให้ลึกด้วยหลักวิทยาศาสตร์ คุณจะพบว่าตัวเองสามารถรักษาเซลสมองไว้ได้ จะใช้มันเพื่อสานสัมพันธ์ในครอบครัวก็ได้ ที่เห็นชัดๆคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิคแบบนี้ช่วยขยายความจุของปอดได้ดี ตามมาด้วยการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขหรือเอนดอร์ฟีน ถ้างั้นแล้วการขี่จักรยานกันสม่ำเสมอจะไม่ดีหรือ? มันดีแน่ๆด้วยเหตุผลต่อไปนี้

1. เดินทางได้เร็วขึ้นด้วยจักรยาน : ถ้ามีวันไหนที่ว่างขอให้ลองขี่จักรยานไปทำงาน จับเวลาแล้วคุณจะพบว่าใช้เวลาน้อยกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์จริงๆ โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่การจราจรเคลื่อนตัวช้าหรือติดขัด การใช้จักรยานวิบากหรือเสือหมอบปั่นลัดเลาะเข้าซอยก่อนถึงจุดหมายจะช่วยย่นระยะเวลาได้มาก

2. หลับได้สนิท : การออกไปควบจักรยานตอนเช้าตรู่อาจรู้สึกทรมานบ้างในช่วงแรกๆ แต่เมื่อทำให้ชินแล้วมันจะช่วยเร่งกระบวนการเมตาบอลิซึ่มให้เผาผลาญสารอาหารช่วงเช้าได้ดี มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแห่งสหรัฐฯได้วิจัยโดยให้คนมีอาการนอนไม่หลับปั่นจักรยานวันละ 20-30 นาทีทุกวันนานเป็นเดือน ผลคือคนพวกนี้หลับสนิทเร็วขึ้นกว่าเดิมเป็นครึ่ง เดิมทีต้องข่มตาหลับนานถึงสองสามชั่วโมงลดลงมาเหลือแค่ชั่วโมงกว่าเท่านั้น

3. คงความอ่อนเยาว์ไว้ได้นานกว่า : นักวิทยาศาสตร์จากสแตนฟอร์ดเจ้าเดิมพบว่าการขี่จักรยานเป็นประจำสามารถทำให้ผิวหนังปรับตัวป้องกันตัวเองจากรังสียูวีได้ รวมทั้งทำให้แก่ช้าลงด้วยรายละเอียดว่าการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดด้วยการออกกำลังกาย จะช่วยให้ทั้งออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิวหนังได้ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งขับของเสียและสารพิษต่างๆออกไปด้วย นอกจากนี้การออกกำลังยังเป็นการสร้างสภาพภายในร่างกายให้เหมาะสมต่อการผลิตคอลลาเจนอันเป็นสารเคมีให้ความชุ่มชื้นต่อผิวพรรณลงไปเร่งกระบวนการซ่อมแซมผิวส่วนที่สึกหรอกระนั้นก็ยังอดเตือนไม่ได้ว่าควรทาครีมกันแดด SPF30 ทุกครั้งก่อนออกแดด เพราะเดี๋ยวนี้แดดแรงมาก แรงจริงๆ

4. ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานเป็นปกติ : จากการวิจัยของทีมนักวิทยาสาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตอล อังกฤษ การขี่จักรยานเป็นประจำจะทำให้ระบบทางเดินอาหารแข็งแรง ด๊อกเตอร์อานา ไรมุนโต แห่งทีมนักวิจัยบอกว่า “การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้อาหารไหลเวียนได้คล่อง ลดปริมาณน้ำที่ร่างกายจะดูดซึมกลับ อาหารจะไหลเข้าสู่ระบบต่างๆได้ง่าย ร่างกายดูดซึมได้ง่ายเช่นกัน”

5. ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง แจ่มใส : ถ้าอยากให้สมองโปร่งคิดอะไรออกง่ายๆ ทางอกง่ายๆคือการปั่นจักรยาน คณะวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์พบว่าการได้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคโดนเฉพาะปั่นจักรยานจะช่วยให้คนทำแบบทดสอบเกี่ยวกับสมองและความจำทำคะแนนดีขึ้นถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อการปั่นจักรยานกระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดมันจึงสูบเลือดไปเลี้ยงสมองด้วยโดยปริยาย มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นก็ทำงานได้ดีขึ้นอยู่แล้วเป็นปกติและจะดียิ่งขึ้นเมื่อคุณอายุเลย 30 ไปซึ่งเซลสมองเสื่อมลงตามวัย การปั่นจักรยานสม่ำเสมอจะช่วยให้สมองเสื่อมช้าลง

6. ร่างกายแข็งแรงขึ้น : เมื่อก่อนมีคำพูดว่าให้กินแอปเปิ้ลวันละลูกแล้วจะไม่ต้องไปหาหมอ ตอนนี้ต้องคิดใหม่แล้วว่าถ้าการกินแต่แอปเปิ้ลโดยไม่ออกกำลังคงไม่มีทางแข็งแรง ต้องออกกำลังบ่อยๆแล้วจะทำให้เซลภูมิป้องกันแข็งแรงเอง ลดอาการติดเชื้อ ตามคำยืนยันของแคธ คอลลินส์หัวหน้านักโภชนาการแห่งโรงพยาบาลเซนต์จอร์จ ลอนดอน มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนายังเสนอผลงานวิจัยสนันสนุนอีกด้วยว่าเอาแค่ขี่จกัรยานให้ได้วันละ 30 นาทีอาทิตย์ละห้าวันคุณก็จะแข็งแรงจนแทบสะกดคำว่า “หมอ” ไม่ถูกแล้ว จะจริงหรือไม่ก็ลองปั่นจักรยานดูเถอะ

7. อายุยืน : คิงส์ คอลเลจแห่งลอนดอนได้เปรียบเทียบแฝดแท้จำนวน 2,400 คู่ที่ออกกำลังและไม่ได้ออกกำลัง พบว่าฝ่ายที่ปั่นจักรยานครั้งละ 45 นาทีอาทิตย์ละสามวันติดต่อกันมาเก้าปี จะคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้มากกว่าแฝดคนที่ไม่ได้ปั่น คนปั่นบ่อยจะลดอัตราการเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดลงได้มาก เช่น โรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบาหวาน มะเร็งทุกประเภท รวมทั้งความดันเลือดสูงและโรคอ้วน ร่างกายคุณจะปกป้องตัวเองจากอันตรายภายนอกทั้งจากสภาพแวดล้อมและเชื้อโรค นี่จึงเป็นเหตุให้นักจักรยานมีอายุยืน

8. ช่วยลดมลภาวะ ช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น : ความจริงเรื่องเนื้อที่ คือจักรยานยี่สิบคันสามารถจอดได้ในที่ว่างที่จอดรถยนต์เพียงคันเดียวได้ ใช้พลังงานและวัตถุดิบเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ของที่ใช้สร้างรถยนต์หนึ่งคันเพื่อสร้างจักรยานคันเดียวและที่สำคัญจักรยานไม่ก่อมลพิษเลยแม้แต่น้อย จักรยานเป็นพาหนะที่มีประสิทธิภาพสูง เราเดินทางด้วยจักรยานเร็วกว่าเท้าถึงสามเท่าด้วยพลังงานเท่ากันเทียบกับการเติมน้ำมันรถยนต์แล้วคือจักรยานใช้พลังงานเมื่อขี่ไกล 2,24 แกลลอนต่อไมล์ ที่เราไม่ค่อยได้คิดกันคือ เรื่องสัดส่วนน้ำหนก โดยเฉลี่ยนคนขี่จะหนักกว่าจักรยานหกเท่าในขณะที่รถยนต์หนักกว่าตัวเราถึงยี่สิบเท่า

9. จักรยานคือเครื่องแสดงสถานะ : เปล่า มันไม่ได้แสดงว่าคุณรวยเลยถ้าได้ขี่จักรยานแพวๆ แต่ที่เห็นได้ชัดๆคือมันแสดงให้รู้ว่าคุณคือคนใส่ใจสุขภาพ เป็นชนชั้นที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงานจริงๆ ทำให้ใครๆเห็นบ่อยๆแล้วเขาจะเข้าใจจริงๆว่าคุณไม่ได้ทำเอาหน้าการขี่จักรยานบ่อยๆอาจทำให้เกิดการเลียนแบบได้และในที่สุด “ชนชั้นจักรยาน” จะเกิดขึ้นและแพร่ออกไปเป็นกลุ่มใหญ่

10. ช่วยให้เรื่องบนเตียงดีขึ้น : การเป็นคนแอ๊คทีฟ ออกกำลังกายบ่อยๆโดยเฉพาะขี่จักรยานจะทำให้ระบบหลอดเลือดทำงานดีขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเพศดีขึ้นด้วยทั้งระยะเวลาและอายุการใช้งาน รายงานการวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐฯ ระบุว่านักกีฬาชายที่เล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอจะมีความสามารถทางเพศเทียบเท่ากับเพศเดียวกันที่อ่อนกว่าสองถึงห้าปี ยืดระยะเวลาการถึงวัยทองต่อไปได้อีกมากมาย

อีกชิ้นหนึ่งคือรายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ค พบว่าผู้ชายวัย 50 กว่าๆที่ปั่นจักรยานได้อาทิตย์ละสามชั่วโมงจะมีความเสี่ยงต่ออาการไม่แข็งตัวน้อยลง 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพวกไม่ชอบปั่นซ้ำยังดื่มเหล้าสูบบุหรี่

11. เป็นแม่พันธ์ที่ดี : ใครจะเชื่อบ้างว่าการขี่จักรยานเป็นประจำจะทำให้คุณเป็นพ่อคนแม่คนที่มีสุขภาพดี ตามรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่าหญิงตั้งครรภ์ชาวสหรัฐที่ออกกำลังสม่ำเสมอระหว่างตั้งท้องจะคลอดลูกง่ายกว่าปกติ คลอดแล้วยังฟื้นสภาพกลับมาเป็นปกติได้เร็วกว่า อารมณ์ก็ไม้ขึ้นๆลงๆเหมือนแม่ทั่วไปที่เอาแต่กินด้วยระหว่างเก้าเดือนแห่งการตั้งครรภ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอระหว่างการตั้งครรภ์นั้นทำให้แม่แข็งแรงซึ่งผลพลอยได้คือเธอสามารถป้องทารกในครรภ์ได้ดี ผลพวงจากแม่แข็งแรงนี้ส่งผลกระทบไปถึงลูกด้วยซึ่งจะแข็งแรงนี้ส่งผลกระทบไปถึงตัวลูกด้วยซึ่งจะแข็งแรงตามกันเมื่อเขาลืมตาดูโลก

12. หัวใจแข็งแรง : รายงานการวิจัยหลายชิ้นจากหมาวิทยาลัยเปอร์ดิวในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการขี่จักรยานสม่ำเสมอจะทำให้โอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจลงได้ถึงครึ่งตามรายงานของศูนย์ป้องกันโรคหัวใจแห่งอังกฤษระบุว่าผู้คนชาวอังกฤษสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นโรคหัวใจได้หลายหมื่นคน เมื่อพยายามทำให้ตัวเองฟิตอยู่เสมอ แค่ขี่จักรยานให้ได้อาทิตย์ละ 30 ก.ม. เป็นอย่างต่ำเท่านี้ก็ลดโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ชะงัดแล้ว

13. การขี่จักรยานสมัยนี้ปลอดภัยกว่าแต่ก่อนมาก : เพราะเทคโนโลยีการสร้างจักรยานในปัจจุบันเจริญก้าวหน้าไปมากนั่นก็ใช่อีกเรื่องคืผู้คนสมัยนี้รู้จักจักรยานมากกว่าเมื่อก่อน และรู้จักด้วยว่ามันเป็นพาหนะทางเลือกที่สามารถใช้แทนยวดยานชนิดอื่นได้ดี มีจักรยานให้เลือกหลากชนิดตั้งแต่เสือหมอบเพื่อแข่งระดับแกรนด์ทัวร์ไปจนถึงจักรยานจ่ายตลาด จักรยานนอนถีบ มีการให้การศึกษาเรื่องการใช้ถนนร่วมกับจักรยานในหลายประเทศ เกือบทุกประเทศมีเลนสำหรับจักรยานหรือแม้แต่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองคนขี่จักรยาน (เมืองไทยเราด้วยหรือเปล่าหนอ?) การขี่จักรยานทั้งเพื่อออกกำลังและเพื่อใช้เป็นพาหนะจึงปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก

14. ขี่จักรยานแล้วเจ้านายจะรัก : เปล่า เราไม่ได้หมายถึงเจ้านายหนุ่มๆจะชอบบั้นท้ายของสาวๆในกางเกงจักรยานผ้าไลครา แต่หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนเข้างานหรือระหว่างพักกลางวันจะให้ผลผลิตได้มากและรู้จักจัดการกับเวลาได้ดีกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย การศึกษาตัวอย่าง 200 คน ที่กระทำโดยมหาวิทยาลัยบริสตอลของอังกฤษยืนยันคำกล่าวอ้างนี้ได้ดี

15. ปั่นจักรยานห่างไกลมะเร็ง : มีหลักฐานมากมายแสดงให้เห็นว่าการปั่นจักรยานทำให้ห่างมะเร็ง มีอีกหลายชิ้นเหมือนกันที่แสดงว่าการขี่จักรยานเท่านั้นที่เหมาะแก่การจัดเรียงเซลให้ทำงานได้เป็นปกติ การวิจัยระยะยาชิ้นที่กระทำโดยกลุ่มนักวิจัยชาวฟินแลนด์พบว่าชายผู้ขี่จักรยานอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง มีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยลง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำได้ไม่ยากเลยแค่ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือถ้าปั่นไปทำงานไม่ได้ก็ซื้อเทรนเนอร์ไว้ปั่นที่บ้านก่อนออกไปทำงานสักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี ส่วนสาวๆที่มีโอกาสได้ปั่นจักรยานในเวลาเท่ากันยังลดโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึง 34 เปอร์เซ็นต์ด้วย

16. ลดน้ำหนักได้ชะงัก : แน่นอนอยู่แล้วว่าการออกกำลังทำให้เราเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าปกติ บางคนอาจคิดว่าการออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งคือหนทางลดน้ำหนักที่ดี แต่ก็ไม้เสมอไป การวิ่งเผาผลาญไขมันไปได้เยอะก็จริงแต่ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีสำหรบคนอ้วนน้ำหนักมากเพราะน้ำหนักของคุณนั่นเองแหละที่จะไปทำลายข้อต่อกระดูกหัวเข่า ข้อเท้า จักรยานนี่แหละคือทางเลือกที่หมอแนะนำเพราะมันมีอานมาคอยแบกน้ำหนักตัวอยู่แล้วเกือบทั้งหมด คุณสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าเดิมหรือมากกว่าด้วยซ้ำโดยข้อต่อต่างๆไม่เสื่อม ดีกว่าเห็นๆ เพลินกว่าชัดๆเมื่อปั่นได้นานกว่าและสบายกว่า

17. คนจักรยานรับมลพิษได้น้อยกว่าคนนั่งในรถยนต์ : เวลาเห็นใครขี่จักรยานในถนนเราอาจพากันคิดว่าเขาคงสูดเอาไอพิษเข้าไปเพียบ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเพราะเขากลับรับมันได้น้อยกว่าคนขับรถ หลักฐานยืนยันมั่นเหมาะคืองานวิจัยที่กระทำโดยอิมพีเรียล คอลเลจ กรุงลอนดอน ที่นักวิจัยพบว่าผู้โดยสารรสบัส แท๊กซี่และรถยนต์ส่วนตัวนั่นแหละที่สูดก๊าซพิษเข้าไปมากกว่าคนขี่จักรยานและคนเดินทางเท้า โดยเฉลี่ยนแล้วคนนั่งแท๊กซี่จะได้รับอนุภาคขนาดเล็กมากเข้าร่างกายมากกว่าแสนโมเลกุลต่อลูกบาศก์เมตร มันจะไปจับที่ปอดและทำลายเซลต่างๆคนนั่งรถเมล์จะสูดเข้าไปเกือบแสนในขณะที่คนขับรถตามปกติจะดูดซับได้ 40,000 โมเลกุล แต่คนขี่จักรยานจะสูดอนุภาคเหล่านี้เข้าไปแค่ 8,000 โมเลกุลต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เพราะนักจักรยานจะขี่อยู่ริมถนนและไม่ได้อยู่ท่ามกลางแถวรถยนต์ที่ปล่อยควันพิษตรงๆ รายงานชิ้นนี้อาจเปลี่ยนไปถ้ามาทำที่ กทม.!

18. ครอบครัวสมัครสมานกันมากกว่าคนที่ไม่ได้ขี่จักรยาน : การขี่จักรยานเป็นกิจกรรมที่ง่ายที่สุดที่ครอบครัวจะทำร่วมกันได้ ขี่จักรยานได้ทั้งพ่อแม่ลูกปู่ย่าตายาย ถ้าลูกๆเห็นคุณพ่อคุณแม่ปั่นจักรยานเป็นประจำอยู่แล้วพวกแกจะคิดว่านี่คือเรื่องธรรมดาและอยากทำบ้าง เวลาไปเที่ยวจะพกจักรยานไปด้วยก็ยังได้ จักรยานพับช่วยให้นำพามันไปไหนๆได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน และแน่นอนที่สุดคอนการขี่จักรยานด้วยกันในครอบครัวต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คนในครอบครัวได้ใช้ร่วมกัน

19. เป็นโอกาสให้ได้กินขนมกรอบเค็ม : แม้ว่าการลดหรืองดอาหารเค็มๆจะเป็นสิ่งที่หมอแนะนำ แต่เมื่อใดที่คุณจะขี่จักรยานได้ไกลหรือแข่ง ก่อนการขี่ครั้งนั้นสองถึงสามวันคุณกินสแน๊คพวกนี้ได้ เพราะเกลือที่ปนอยู่ในอาหารพวกนี้จะช่วยปกป้องร่างกายไว้จากสภาวะสูญเสียความร้อน อันเป็นสภาพที่เกิดจากการดื่มน้ำมากเกินโดยไม่มีเกลือปน พูดง่ายๆคือการรับเกลือโซเดียมเข้าร่างกายเสียก่อนที่จะเสียมันออกมาทางเหงื่อ พอเสียเหงื่อจริงๆจะได้ไม่เสียเกลือมากเกินไปนั่นเอง

20. ปั่นจักรยานเพื่อให้เล่นกีฬาอื่นได้ดีขึ้น : เป็นเรื่องจริงทีเดียวเมื่อพูดถึงการได้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ นักจักรยานเมาเทนไบค์จะลงซิงเกิลแรคแค่วันเสาอาทิตย์เท่านั้น วันธรรมดาเขาจะขี่เสือหมอบเพื่อคงความสามารถทางด้านแอโรบิคไว้ นักฟุตบอลจะเตะและวิ่งไล่ลูกได้ดีขึ้นถ้าเขาปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมเสริม ไม่ว่าคุณจะเล่นกีฬาเคลื่อนไหวใดๆก็ตาม การให้จักรยานเข้าไปเสริมย่อมทำให้กีฬาที่เล่นอยู่แล้วนั่นเล่นได้ดีขึ้น แลนซฺอาร์มสตรองเองก็ชอบเล่นกอล์ฟ

21. ก่อให้เกิดจินตนาการ : ไม่แปลกเมื่อหัวข้อแรกๆของบทความนี้ได้บอกไว้แล้วว่าจักรยานพัฒนาสมอง นักเขียน นักดนตรี ศิลปินสาขาต่างๆและพวกนักบริหารคือสาขาอาชีพที่ต้องใช้การออกกำลังกายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาด้านจิตใจ หรืออะไรก็ตามที่เข้ามาขวางการตัดสินใจ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ปั่นจักรยานเป็นประจำคุณจะเข้าใจความรู้สึกว่าการปั่นเสร็จแล้วหัวโล่งสมองปลอดโปร่ง เพราะหัวใจที่ได้รับการบริหารได้ส่งเลือดไปเลี่ยงอวัยวะอื่นๆรวมทั้งสมองได้ดีขึ้นนั่นเอง มันจึงส่งผลถึงสมองและทำให้คุณคิดอะไรได้เยอะแยะด้วย

22. ฟิตได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก : เมื่อพูดถึงความฟิตเปรี๊ยะ เกือบทุกคนจะคิดถึงการออกกำลังกายหักโหมหามรุ่งหามค่ำ หรือออกกำลังภายในโรงยิม ตามรายงานการประชุมสัมมนาของศูนย์ป้องกันโรคหัวใจแห่งสหรัฐฯ ประชาชนชาวอเมริกันที่ขี่จักรยานบ่อยๆจะมีความฟิตเท่ากับคนที่อ่อนกว่าตนเองถึง 10 ปี จะดีหรือไม่ล่ะถ้าคุณมีอายุ 45 แต่แข็งแรงเท่ากับคนอายุแค 35 ปี

23. ช่วยให้ปอดใหญ่กว่าใครๆ : เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เมื่อออกกำลังโดยเฉพาะแบบแอโรบิคเช่นจักรยานปอดจะทำงานหนักกว่าปกติ นักจักรยานในวัยผู้ใหญ่ที่ปั่นเป็นประจำสม่ำเสมอจะใช้ออกซิเจนมากกว่าคนธรรมดาสิบเท่าแม้จะนั่งดูทีวีอยู่เฉยๆ การปั่นจักรยานบ่อยๆจะช่วยให้ระบบหลอดเลือดแข็งแรง ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีกว่าเดิม รับเอาออกซิเจนเข้าไปมากกว่าปกติเมื่อเคลื่อนไหวต่อเนื่อง พอปอดขยายได้ถึงระดับหนึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องใช้ความพยายามมากในการหายใจเพื่อรับออกซิเจนจำนวนมาก อัตราเต้นปกติของหัวใจจะช้าลงกว่าคนที่ไมได้ออกกำลัง ดีหรือไม่ล่ะถ้าหัวใจไม่ต้องทำงานหนัก?

24. เผาผลาญไขมันได้มากกว่า : นักวิทยาศาสตร์การกีฬาค้นพบว่าอัตราการเผาผลาญสารอาหาร หรือเมตาบอลิซึ่ม โดยเฉพาะส่วนที่เผาผลาญไขมันนั้นจะไม่เพียงแค่ทำงานหนักขึ้นระหว่างกระขี่จักรยานเท่านั้น มันยังทำงานต่อเนื่องหลังคุณลงจากอานแล้วต่อไปได้อีกหลายชั่วโมง นี่เองจึงเป็นเหตุผลให้เราต้องกินอะไรเข้าไปหลังจากขี่จักรยานหนักๆมาแล้วภายในสองชั่วโมง เพื่อให้อาหารทั้งหมดถูกเผาผลาญได้หมดจนไม่ต้องเก็บไว้เป็นไขมัน แต่ถ้าไม่กินหรือกินน้อย (ถ้าคุณทนหิวได้) ร่างกายคุณก็จะดึงไขมันที่เก็บไว้ออกมาใช้ ถ้าคุณฝึกแบบอินเตอร์วัลรวมเข้าไปด้วยการขับขี่ทางไกลธรรมดา คุณก็จะเร่งกระบวนการเผาผลาญให้มากและเร็วขึ้นอีกถึงสามเท่าครึ่ง เมื่อเทียบกับนักจักรยานที่ขี่ช้าๆด้วยรอบขาสม่ำเสมออย่างรวดเร็ว

25. ก่อเกิดการเสพติดในทางที่ดี : ติดเหล้าติดบุหรี่ยังอันตราย ติดช๊อคโกแลตก็อันตราย แต่ไม่มีใครตายเพราะติดการปั่นจักรยาน เมื่อใดที่ออกกำลังแล้วทำต่อเนื่องร่างกายคุณจะหลั่งสารแห่งความสุขคือเอ็นดอร์ฟีนออกมากระตุ้นให้คุณต้องจูงจักรยานคันโปรดออกไปปั่นอีกจนได้เมื่อถึงเวลา ปั่นบ่อยๆมันก็ดีต่อสุขภาพ การเสพติดปั่นจักรยานจึงเป็นการเสพติดที่ดีและควรเสพเป็นอย่างยิ่ง

26. ปั่นจักรยานทำให้มีเพื่อนเยอะแยะและเป็นเพื่อนที่แข็งแรงทั้งนั้น : เชื่อว่าการไปปั่นจักรยานนั้นคงต้องมีหลายครั้งที่คุณไม่ได้ปั่นคนเดียว ต้องมีกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเสือแบบไหน การปั่นรวมกลุ่มทำให้เกิดสังคมของคนชอบกิจกรรมแบบเดียวกันและถูกคอกัน การรวมกลุ่มขี่จักรยานค่อยข้างแตกต่างกับการทำกิจกรรมอื่น เพราะคนที่จะมาขี่จักรยานด้วยกันและตามกันทันนั้นต้องแข็งแรงเท่าๆกันหรือมากกว่าอันหมายถึงสุขภาพที่ดี ทุกคนแข็งแรง รวมทั้งคุณด้วยที่จะได้ทั้งความเพลิดเพลินและสุขภาพ


http://www.bikeloves.com/board_qa/show_thread.php?qID=4534



xx การเลือกขนาดและปรับแต่งจักรยานให้พอดีตัว | 10 มี.ค. 13
admin
14:47:35 โดย: admin
อ่าน: 8333 | ตอบ: 0

[html]

การเลือกขนาดและปรับแต่งจักรยานให้พอดีตัว

 
เชื่อไหมว่า ไม่มีใครถือ
สายวัดเข้าไปในร้าน ในตอนที่จะ
เลือกซื้อจักรยานคันแรก  แล้วเชื่อ
ไหมว่า แทบจะไม่มีใครเลยที่รู้จัก
ว่า  ชิ้นส่วนของจักรยานส่วนไหน
เรียกว่าอะไรบ้าง
        

 การเลือกรถจักรยานให้พอดีตัวคนขับขี่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะง่ายนัก เพราะว่าถ้าจะ
ต้องการให้พอดีลงตัวจริงๆก็คงต้องเป็นแบบcustom-made bikeหรือวัดตัวตัดกันเลย เพราะ
เขาจะวัดช่วงขา( inseem lenght ) ,วัดช่วงตัว( torso lenght ) ,วัดช่วงแขน ,วัดความกว้าง
ของไหล่ฯลฯ เพื่อจะทำจักรยานที่มีความยาวของท่อต่างๆตรงกับขนาดของผู้ขับขี่มากที่สุด แต่
จักรยานประเภทนี้ไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ ส่วนราคานั้นก็แพงเอาเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครเล่น
จักรยานเสือหมอบเมื่อสมัยก่อน ก็คงรู้จักกับร้านจักรยานแถววรจักร ซึ่งรับวัดตัวตัดจักรยานกัน
เป็นอย่างดี ซึ่งสมัยก่อนนั้นจักรยานสำเร็จรูปจากต่างประเทศมีราคาแพงมาก ซ้ำยังหาขนาดที่
พอดีกับตัวไม่ง่ายนัก เพราะเสือหมอบจะseriousกับขนาดของรถเป็นอย่างมากผิดกับเสือภูเขา
ที่ยังมีความยืดหยุ่นกว่า   แต่วัสดุที่จะหามาใช้นั้นเป็นเหล็กhigh tensile steel ซึ่งมีน้ำหนัก
ค่อนข้างมาก ภายหลังนั้นได้เสื่อมความนิยมลง เนื่องจากรถสำเร็จรูปจากต่างประเทศมีราคาลด
ลง มีขนาดให้เลือกมากขึ้น รวมไปถึงน้ำหนักที่เบากว่า


         คราวนี้เมื่อแบบวัดตัวตัดมีราคาแพง แต่แบบสำเร็จรูปมีราคาถูกลง  คนจึงหันมาเล่นแบบ
สำเร็จรูปมากขึ้น ซึ่งจักรยานพวกนี้จะคล้ายกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปเช่นกัน คือทำมาเป็นขนาดแบบ
คร่าวๆ เช่น e
XtraSmall , Small , Medium , Large , eXtraLarge  ซึ่งแต่ละขนาดก็จะ
เหมาะสมกับคนที่มีความสูงอยู่ในช่วงที่เขากำหนด  โดยที่ผู้ผลิตจะวัดสัดส่วนของประชากรใน
แต่ละกลุ่มช่วงความสูงนั้นๆแล้วจึงนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย เพื่อจะได้จักรยานที่มีขนาดความ
ยาวของท่อต่างๆใกล้เคียงกับสัดส่วนของคนในกลุ่มนั้นๆมากที่สุด ซึ่งในแต่ละยี่ห้อจะแตกต่าง
กันไปตามgeometry ที่เขาออกแบบไว้  และอาจจะแตกต่างกันในเรื่องของขนาดช่วงความสูง
อีกด้วย ซึ่งคล้ายๆกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั่นแหละครับ

         
การกำหนดขนาดของจักรยานโดยการวัดความยาวของท่ออาน (seat tube) จากจุดกึ่ง
กลางของกระโหลก(bottom bracket)ไปยังสุดปลายของท่ออานหรือที่เรียกว่า
Center to top
ได้เป็นที่นิยมกันในหลายๆยี่ห้อ  ซึ่งถ้าเป็นจักรยานในสมัยก่อนคงจะกะขนาดได้ไม่ยากนัก
เพราะส่วนปลายของท่ออานจะโผล่พ้นขอบบนของท่อบน(top tube)ออกมาเพียงเล็กน้อย แต่
สำหรับเสือภูเขาในปัจจุบันคงจะบอกยากสักหน่อย  เพราะว่าแต่ละยี่ห้อนั้นปลายของท่ออานที่
โผล่พ้นออกมาจากขอบบนของท่อบนมีความสั้นยาวที่แตกต่างกันมาก  จึงทำให้ไม่สามารถกะ
เกณฑ์ได้ว่าเฟรมขนาดเดียวกันในต่างยี่ห้อจะมีขนาดใกล้เคียงกันหรือไม่

         อย่างไรก็ตาม ในบางยี่ห้อก็ยังมีการวัด
ขนาดของจักรยานที่แตกต่างกันออกไป  โดย
จะวัดจากกึ่งกลางกระโหลก  ไปยังกึ่งกลางของ
ท่อบนตรงส่วนที่มาเชื่อมติดกับท่ออาน ซึ่งจะ
เรียกกันว่า 
Center to center  แล้วนอกจาก
นี้บางยี่ห้อที่ท่อบนมีขนาดใหญ่  ก็อาจวัดจาก
กึ่งกลางกระโหลก ไปยังขอบบนของท่อบนตรง
ส่วนที่มาเชื่อมติดกับท่ออาน  ถ้าเราจะเรียกว่า
Center to top of top tube ก็คงได้ครับ

         ดังนั้นจักรยานที่ต่างยี่ห้อกันเราอาจไม่รู้เลยว่าขนาดจะแตกต่างกันอย่างไรถ้าไม่รู้วิธีใน
การวัด เช่น DBR 16"กับTrek 16.5" ถ้าเอามาเทียบกันจะพบว่าDBR 16"มีขนาดใหญ่กว่า
Trek 16.5 "อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะDBR วัดจากCenter to center   แต่Trek วัดจาก
Center to top

         ไปดูเรื่องขนาดคนก่อนไหม?

 คุณคิดว่าคนที่มีส่วนสูงเท่ากันจะมีขนาด
ของร่างกายเท่ากันไหม ก็คงจะบอกว่าไม่เท่ากัน
โดยเฉพาะถ้าเทียบระหว่าง คนไทยกับฝรั่ง  แม้
กระทั่งคนไทยกับคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าระหว่าง
เพศเดียวกันหรือระหว่างเพศชายกับเพศหญิง

         เขาแบ่งร่างกายออกเป็นส่วนๆยังไงบ้าง

  1. inseem length เป็นความยาวช่วงขาที่วัดจากเป้ากางเกง
    ไปยังส้นเท้าในท่ายืนเหยียดเข่าตรง ซึ่งจะมีวิธีวัดได้ง่ายๆ
    และแม่นยำพอสมควรโดยไม่ต้องใช้เครื่องวัดตัว
    •  ใช้สมุดหรือหนังสือปกแข็ง ที่มีสันปกหนาประมาณ
      1นิ้ว แล้วเอาขาหนีบเอาไว้ ดันให้สันปกประชิดติด
      ระหว่างขาให้แน่นที่สุด แล้วเอาขอบของสมุด (ด้าน
      ที่ตั้งฉากกับสันปก)ไปชนกับกำแพง  ยืนตัวตรงส้น
      เท้าชิดพื้น กดสันปกให้ชิดหว่างขา แล้วขีดเส้นบน
      กำแพงในแนวเดียวกับสันปก  วัดระยะทางระหว่าง
      เส้นที่ขีดนี้กับพื้น ก็จะได้เป็นค่า inseem length
      ( ดังรูปด้านขวามือ )
  2. Torso length เป็นความยาวช่วงลำตัว โดยวัดจากไหล่ลง
    ไปหาเป้ากางเกง ในทางปฏิบัตินั้นจะวัดในท่ายืนตรงแขน
    สองข้างแนบลำตัว แล้ววัดระยะทางจากเป้ากางเกงขึ้นไปถึง
    ขอบบนสุดของกระดูกกลางอก ( รอยบุ๋มระหว่างหัวของกระ
    ดูกไหปลาร้า ใต้คอลงมา ) ตำแหน่งนี้จะตรงแนวไหล่พอดี
  3. Head length เป็นความยาวช่วงคอ+ศีรษะ
  4. Arm length เป็นความยาวช่วงแขน โดยวัดจากไหล่ไปยัง
    กึ่งกลางฝ่ามือ ในทางปฏิบัติจะวัดในท่ายืนกางแขนตั้งฉาก
    กับลำตัว เหยียดแขนตรง มือกำดินสอ วัดระยะจากหัวไหล่
    ไปยังดินสอ
  5. ความกว้างของไหล่ จะวัดในท่ายืนตรงแขนสองข้างแนบชิด
    ลำตัว แล้ววัดระยะห่างจากขอบนอกของหัวไหล่ทั้งสองข้าง

          ซึ่งในทางทฤษฎี เมื่อผู้ชายมีอายุย่างเข้าวัย 25 ปีหรือ ผู้หญิง
มีอายุย่างเข้าวัย 20 ปี ส่วนสูงของร่างกายจะไม่เพิ่มขึ้นอีก จุดกึ่งกลาง
ความสูงของร่างกายควรจะอยู่บริเวณขอบบนของเนินกระดูกหัวเหน่า
( Pubic symphysis
,ปลายลูกศรสีดำในรูปด้านขวามือ )แต่นั่นมัน
ก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความยาวinseemควรจะ
เกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของความสูงรวมของร่างกาย ( ประมาณ46-48%
ของความสูงรวม ) แต่ในคนไทยมักจะไม่เป็นเช่นนั้น เหตุผลสำคัญ
มาจากเรื่องของอาหารการกิน และการออกกำลังกายนี่แหละ  ที่มีส่วน
ทำให้คนไทยโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนช่วงขาที่ค่อนข้างจะสั้นทั้งผู้หญิงและ
ผู้ชาย (ส่วนผู้หญิงที่เห็นช่วงขายาวๆนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะมีให้เห็นบ่อยๆ
หรอกนะครับ ถ้าจะเห็นก็คงเห็นจากพวกดารานางแบบนี่แหละครับ)
ถ้าเราลองมาดูพวกฝรั่ง ก็จะพบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วฝรั่งจะดื่มนมเป็น
สัดส่วนที่สูงกว่าคนไทย รวมไปถึงมีการเน้น และปลูกฝังให้เด็กมีการ
ออกกำลังกายหรือได้เล่นกีฬาเป็นประจำ กระดูกขาจึงรับแรงกระแทก
จากพื้นดินอยู่เสมอๆ ส่งผลกระตุ้นให้มีการหลั่ง growth hormone
ออกมาในสัดส่วนที่สูงกว่า ทำให้กระดูกท่อนยาว (long bone) เช่น
กระดูกแขน,ขา ถูกกระตุ้นให้เจริญงอกยาวกว่าเด็กไทย จึงไม่ใช่เรื่อง
แปลกอะไรที่จะเห็นคนไทยเรานั่งคุยกับฝรั่งในระดับศีรษะที่เท่ากัน
พอลุกขึ้นยืนคุยกัน ทำไมหัวเราอยู่แค่หูเขาเท่านั้น  อะไรทำนองนั้น
แหละครับ ส่วนใครจะว่าเป็นเรื่องของชาติพันธุ์ก็คงไม่ใช่เสียทั้งหมด
เพราะฝรั่งที่มีสัดส่วนขาสั้นหลังยาวก็มีให้เห็นบ่อยไป ถ้าชาติพันธุ์จะ
มามีส่วนเกี่ยวข้องก็คงเป็นเรื่องความสูงรวมๆนี่แหละครับที่พอจะเห็น
กันได้ชัดเจนหน่อย 
( ลองมองย้อนหลังไปดูญี่ปุ่นในยุคก่อนและหลัง
สงครามโลกครั้งที่สองเปรียบเทียบกันสิครับ แล้วจะเข้าใจเรื่องอิทธิพล
ของอาหารและการออกกำลังกาย )

         ความยาวแขนและความยาวช่วงขาจะมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งคนที่ขายาวก็มักจะมีแขนที่
ยาวด้วย และคนที่มีช่วงขาสั้นก็มักจะมีแขนที่สั้นด้วยเช่นกัน ( เพราะว่าแขนและขา ต่างก็เป็น
long boneซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากgrowth hormoneเช่นกัน ถ้าขาได้รับการกระตุ้นให้งอก
ยาวออก แขนก็จะได้รับเช่นกัน เพียงแต่ว่าสัดส่วนอาจจะแตกต่างกันในแต่ละคน และระหว่าง
เพศชายและหญิง ) 

         inseem length จะมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกขนาดของจักรยาน  โดยพิจารณา
จากระยะห่างระหว่างท่อบนกับพื้นดิน (stand over height)ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
(จะกล่าวถึงในตอนต่อไป)แล้วยังมีผลต่อความยาวของหลักอานที่จะใช้   ส่วนtorso length +
arm length จะเป็นตัวกำหนดการเลือกความยาวของท่อบน + ความยาวของคอ (stem) รวม
ไปถึงมุมก้มมุมเงยของคอ(stem angle)

         แล้วจักรยานหละมีอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง

  1. ค่า Stand over height
    • เป็นระยะห่างระหว่างขอบบนของท่อบน( Top tube ) กับพื้นดิน  แล้วในทาง
      ปฎิบัติจะวัดตรงบริเวณไหนของท่อบน เพราะในเสือภูเขานั้นส่วนท่อบนจะลาด
      เทจากด้านหน้าลงมาหาท่ออาน(Seat tube) ซึ่งสเปคของแต่ละค่ายแทบจะไม่
      เหมือนกันเลย รวมไปถึงวิธีในการวัดด้วย  โดยส่วนตัวแล้วจะใช้วิธีไปยืนคร่อม
      จักรยาน  แล้วเอาหลังแตะกับส่วนหน้าสุดของอาน  จากนั้นจึงวัดความสูงของท่อ
      บนในตำแหน่งที่ตรงเป้ากางเกง ก็จะได้ค่าstand over height ใกล้เคียงความ
      จริงที่ใช้งานที่สุด 

    • Stand over height เป็นค่าความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในการใช้จักรยาน  ใน
      ท่านั่งปั่นจักรยานที่ถูกต้องนั้น ปลายเท้า2ข้างของเราจะไม่สามารถสัมผัสพื้นได้
      การลงจากจักรยานโดยวิธีพื้นฐานจะใช้การหยุดรถ  แล้วลงจากอานมายืนคร่อม
      ท่อบน  โดยวิธีการนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเหลือระยะห่างระหว่าง เป้ากางเกง
      กับ ขอบบนของท่อบน พอสมควรสำหรับความปลอดภัย (โดยเฉพาะผู้ชาย)
      ซึ่งจะได้กล่าวให้ทราบในตอนต่อไป 

    • ค่าStand Over Height ในรถแต่ละคันจะมีความแตกต่างกันโดยมีผลมาจาก
      1. มุมของท่ออาน(Seat tube angle,มุมที่ท่ออานทำกับแนวระนาบ) และ
        ความยาวของท่ออานจากกึ่งกลางกระโหลกไปยังขอบบนของท่อบน  หรือ
        center to top of top tube
      2. ความสูงของกระโหลกจากพื้นดิน ในรถบางยี่ห้ออาจจะมีความสูงของกระ-
        โหลกจากพื้นดินค่อนข้างมาก เนื่องจากออกแบบให้ใช้กับภูมิประเทศที่มี
        ก้อนหินใหญ่  เพื่อลดโอกาสที่ส่วนของกระโหลก บันได รวมไปถึงใบจาน
        จะกระแทกกับก้อนหิน
      3. ระยะยุบตัวของชอคแอบซอบเบอร์หน้า (front shock absorber) ชอค
        หน้ารุ่นก่อนๆจะมีระยะยุบตัวที่ประมาณ 2นิ้วครึ่งหรือ 63 มม. ภายหลัง
        ได้มีการเพิ่มระยะยุบตัวขึ้นอีกเป็น 3นิ้วเศษหรือ 80 มม.  ซึ่งทางRock
        shox เรียกมันว่า long travel shock absorber(อย่าสับสนไปแปลว่า
        ชอคแอบซอบเบอร์สำหรับการเดินทางระยะไกลนะครับ เป็นคนละความ
        หมายกันเลยทีเดียว)  ในชอคประเภทหลังนี้จะมีความยาวของขาชอคใน
        ระยะพักมากกว่าพวกแรกประมาณกว่าครึ่งนิ้วหรือ17มม.ซึ่งจะทำให้ส่วน
        หน้าของจักรยานถูกยกสูงขึ้นด้วย
      4. รูปร่างของท่อบน( Top tube shape ) โดยทั่วไปจักรยานส่วนใหญ่จะ
        ใช้ท่อบนมีลักษณะเป็นท่อลาดตรงแต่ในปัจจุบันจักรยานหลายยี่ห้อและ
        หลายรุ่นทีเดียวที่ทำท่อบนให้โค้งลงเพื่อชดเชยกับความสูงของกระโหลก
        และระยะยุบตัวของชอคหน้าที่เพิ่มขึ้น จึงคล้ายๆกับจะเป็นการเอาใจคน
        ที่มีช่วงขาสั้น ไปกลายๆ 

  2. ค่า Effective top tube length หรือ Horizontal top tube length
    • ถ้าเราวัดความยาวของท่อบนตามความยาวจริง( actual length ) เราอาจจะไม่
      สามารถบอกได้ว่ารถคันนี้มีช่วงยาวจริงๆสักแค่ไหน และไม่สามารถเทียบระยะ
      ห่างระหว่างท่อคอ(head tube)กับอานได้เพราะว่าในจักรยานแต่ละขนาด มุม
      ลาดของท่อบนจะแตกต่างกัน ทำให้การวัดความยาวจริงๆไม่ได้ประโยชน์อะไร
      เราจึงต้องวัดความยาวของท่อบนตามแนวราบแทน   โดยวัดความยาวของเส้นที่
      ลากจากจุดกึ่งกลางตรงบริเวณปลายท่อบนเชื่อมกับท่อคอ ตามแนวขนานกับพื้น
      ราบไปจนถึงกึ่งกลางของท่ออาน หรือหลักอาน(seat post)  ความยาวที่วัดได้นี้
      เรียกว่า"effective top tube length"หรือ"horizontal top tube length"ซึ่ง
      ในบางยี่ห้ออาจจะวัดแตกต่างกันไป 

    • Effective top tube lengthจะเป็นค่าที่ใช้พิจารณาประกอบการเลือกขนาดรถ
      ให้เหมาะสมกับตัวเรา


  1. ความยาวและมุมก้มเงยของคอ ( stem length and stem angle )
    • โดยปกติแล้วคอ (stem) ที่ติดมากับรถจะมีความยาว และมุมเฉลี่ยสำหรับคนที่
      อยู่ในช่วงความสูงเฉลี่ยของรถขนาดนั้นๆและจะเหมาะสมกับลักษณะการใช้รถ
      ด้วย เช่น รถเพื่อการออกกำลังกาย หรือ รถเพื่อการแข่งขัน 

    • คอมีค่าความยาวหลากหลายขนาด  โดยสากลจะวัดจากจุดศูนย์กลางของด้านที่
      จับกับแกนชอค ไปยังจุดศูนย์กลางของด้านที่จับกับแฮนด์ (handle bar) อาจ
      จะมีค่าตั้งแต่ 75 - 150 มม. ในแต่ละยี่ห้อจะแบ่งขั้นความยาว ( Increment )
      ไม่เท่ากัน 

    • มุมก้มเงยของคอ เป็นมุมที่แนวแกนของคอทำกับเส้นที่ลากตั้งฉากกับแกนชอค
      (ดูรูปด้านบนประกอบ)ซึ่งจะมีค่าหลากหลายตามแต่ละยี่ห้อ  ในบางยี่ห้อยังอาจ
      จะวัดมุมที่แนวแกนของคอทำมุมกับแกนชอคแทน เช่น 90 องศาก็จะเท่ากับ 0
      องศา ของแบบแรก ) ถ้าต้องการมุมที่ก้มลง หรือมุมติดลบก็ให้กลับคว่ำคอลง 

    • มุมก้มเงยของคอนั้นเราสามารถเลือกเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับความยาวช่วงตัว
      ช่วงแขน และลักษณะลีลา รวมไปถึงนิสัยใจคอในการขับขี่ ของผู้ขับขี่เอง 

  2. แฮนด์ ( handle bar )
    • แฮนด์โดยทั่วไปจะมีความกว้างอยู่ในช่วง 21-24"
    • แฮนด์มีอยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
      • แฮนด์ตรง ซึ่งที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ตรงเหมือนชื่อ เพราะมีมุมเอนไปด้าน
        หลังอาจจะตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 12 องศา
      • แฮนด์ยกหรือที่เรียกว่าแฮนด์ปีกนก (มันคงจะคล้ายจริงๆกระมัง) จะเห็น
        ได้ในรถกลุ่มdownhill หรือ freeride ซึ่งเป็นแฮนด์ที่นั่งขี่สบาย

  3. ค่าอื่นๆ
    ความยาวของช่วงล้อ(wheel base),ความยาวของตะเกียบโซ่(chain stay),มุมท่ออาน
    (seat tube angle), มุมท่อคอ(head tube angle) คงจะขอละเอาไว้ เนื่องจากเราไม่
    สามารถไปกำหนดกะเกณฑ์กับมันได้ เพราะว่ามันจะขึ้นกับการออกแบบรถรุ่นนั้นๆว่า
    ต้องการจะให้เป็นรถเพื่อใช้ในการแข่งขัน หรือ รถเพื่อออกกำลังกาย หรือ Sport utility
    หรือเป็นCity bike  ตัวอย่างเช่นรถที่ออกแบบมาสำหรับเป็นรถแข่งจะมีช่วงล้อที่สั้นกว่า
    มีมุมท่อคอและมุมท่ออานที่ชันกว่ารถที่ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับออกกำลังกาย  เพราะ
    รถแข่งย่อมเน้นที่ความคล่องแคล่วและปราดเปรียว ต่างจากรถที่ใช้ในการออกกำลังกาย
    ซึ่งเน้นที่การขี่ง่าย และเสถียรภาพของการทรงตัว  อันนี้คงจะขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการ
    เลือกซื้อรถของเรา
  • HTA = head tube angle
  • STA = seat tube angle
  • CS = chain stay length

         แล้วตัวของเราหละปรับแต่งอะไรได้บ้าง
          คงจะต้องเรียนให้ทราบตรงๆว่าคงจะปรับแต่งอะไรไม่ได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่หรอกครับ
(ยกเว้นจะมีใครบริจาคให้ทุนไปเกิดใหม่อะไรทำนองนั้นแหละ)เมื่อรู้ว่าปรับแต่งอะไรไม่ได้อีก
แล้วก็คงจะต้องยอมรับสังขารของเราแหละ  สิ่งแรกที่อยากจะแนะนำก็คือลองวัดความยาวช่วงขา
ดูก่อนไหมครับว่ามันสั้นหรือยาวได้ส่วนหรือไม่ เพราะว่าอย่างน้อยมันก็มีส่วนช่วยให้ตัดสินใจ
เลือกรถได้ง่ายขึ้นบ้าง 

         คราวนี้ก็คงถึงเวลาที่จะเสียเงินซื้อรถกันหละสิ คงตัดสินใจกันได้แล้วนะครับว่า จะซื้อรถ
เพื่อเอาไปทำอะไรดี จะเอาไปใช้จ่ายตลาด ออกกำลังกาย หรือ มากไปกว่านั้น อันนี้คงต้องแล้ว
แต่ใจและงบประมาณกันแล้วหละครับ หาร้านที่เชื่อใจได้(พิสูจน์กันเอาเองนะครับ)  เลือกรถที่
ถูกใจทั้งยี่ห้อ รุ่น สีสัน อุปกรณ์ที่ติดมากับรถ ของแถม แล้วก็ต้องเลือกให้ได้ขนาดที่พอดีกับตัว
ของเรา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียวเลย เพราะว่าอุปกรณ์อื่นๆถ้าไม่พอใจก็พอจะเปลี่ยนกันตรง
นั้นได้เลยหรือไม่ก็อาจจะupgradeกันใหม่ได้ในภายหลัง 
แต่สำหรับเฟรมแล้วถือว่าเป็นหัวใจ
หลักของจักรยานเลยทีเดียว ถ้าซื้อผิดขนาดก็คงแก้ไขอะไรได้ยาก
 แต่ก็แปลกที่คนส่วนมากมัก
จะซื้อรถที่มีขนาดใหญ่กว่าสัดส่วนของตัวเอง

         บังเอิญคุณไปพบจักรยานที่ถูกใจเข้าแล้วหละ  คราวนี้จะรู้ได้ยังไงหละว่ามันได้ขนาดพอ
ดีหรือเปล่า
  • ขั้นแรกคือให้คุณถอดรองเท้าออกแล้วลองไปยืนคร่อมท่อบนของจักรยานคันนั้น ถ้าคุณ
    เป็นคนที่มีสัดส่วนของร่างกาย รวมไปถึงความยาวช่วงขาที่ไม่ได้เบี่ยงเบนต่างไปจากค่า
    เฉลี่ยปกติของกลุ่มประชากรที่มีความสูงเท่าๆกับคุณแล้ว  ขนาดของจักรยานเสือภูเขาที่
    ออกแบบมาให้คุณใช้นั้นควรจะมีระยะห่างวัดจากท่อบนถึงเป้ากางเกงของคุณอยู่ในช่วง
    2 - 4 นิ้ว ( inseem length ยาวกว่า stand over height 2 - 4 นิ้ว ) แต่บางครั้งอาจ
    จะมีปัญหาสำหรับบางคน เช่น ผมมีส่วนสูง167.5ซม. inseemยาว 79ซม.หรือ 31นิ้ว
    นิดๆ แต่ยังสามารถยืนคร่อม Klein attitude'98 size M (ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนที่
    สูง 170 - 177 ซม)ได้สบาย โดยยังเหลือระยะห่าง 2 นิ้ว ในขณะที่ถ้ามายืนคร่อมsize
    S (ซึ่งออกแบบมาสำหรับคนที่สูง 162 - 170 ซม)จะเหลือระยะห่างร่วมๆ 4 นิ้ว ผมอาจ
    จะเลือกSize M ที่ดูสวยกว่า (รถsize ใหญ่กว่าจะดูสวยกว่ารถsizeเล็ก) คนส่วนใหญ่ก็
    มักจะเผลอเลือกรถที่ใหญ่กว่าตัวเองเสมอๆ เพราะนอกจากจะดูสวยแล้ว  ก็ยังขี่ได้ง่ายใน
    ทางเรียบหรือทางตรง แต่ถ้ามาดูกันลึกๆก็จะพบว่า รถsize M มันใหญ่กว่าผมเล็กน้อย
    เพราะว่าในการเอื้อมจับแฮนด์ ผมจะต้องโน้มตัวไปด้านหน้ามากกว่าที่ควร อยู่เล็กน้อย
    ตรงกันข้ามกับรถsize S ซึ่งนั่งได้สบายกว่า หลังอาจจะตั้งไปนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา
    เพราะเรายังปรับแต่งมันได้อีก
    • สำหรับคนที่มีinseem length สั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น การเลือกขนาดโดยใช้
      วิธียืนคร่อมเพื่อดูระยะห่างเช่นคนทั่วๆไปนั้น ก็อาจจะได้รถที่เล็กเกินไป
    • และคนที่มีinseem length ยาวเกินกว่าที่ควรจะเป็น การเลือกขนาดโดยใช้วิธี
      ยืนคร่อมเพื่อดูระยะห่างเช่นคนทั่วๆไปนั้น ก็อาจจะได้รถที่รถที่ใหญ่เกินไป
          ทางออกสำหรับคนกลุ่มนี้ ก็คือจะต้องไปเทียบกับคนที่มีส่วนสูงใกล้เคียงกันว่าเขาขี่
    รถขนาดไหนลงตัว แล้วเอามาดัดแปลงให้เข้ากับตัวเอง หรืออาจต้องหาทางออกด้วยการ
    วัดตัวตัดจักรยานกัน ( แพงนะ )

          รถใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย กับรถเล็กกว่าตัวเล็กน้อยมันต่างกันอย่างไร
          หลายๆคนคงอาจจะคล้ายกับผมที่มีปัญหาในการเลือกรถที่มีขนาดคร่อมsize  ซึ่ง
    พูดง่ายๆว่า ส่วนสูงของร่างกายเราสามารถขี่รถได้ 2ขนาด เช่น คร่อมกลางระหว่างsize
    S กับsize M  เรามาดูข้อแตกต่างเปรียบเทียบกันดีกว่าครับ



xx การปรับแฮนด์จักรยาน | 23 ม.ค. 12
admin
20:34:14 โดย: admin
อ่าน: 11701 | ตอบ: 0

ความสูงของแฮนด์ และ การปรับแฮนด์

ความสูงของแฮนด์

เราจะใช้วิธีวัดเทียบกับตำแหน่งของเบาะนั่งเสมอเพราะฉะนั้นต้องปรับตำแหน่งเบาะให้ถูกต้องก่อน แล้ววัดความสูงของแฮนด์โดยดูจากด้านข้างของจักรยาน แฮนด์จะต้องเตี้ยกว่าแนวบนสุด ของเบาะ 2 ? 3 นิ้วฟุตสำหรับนักปั่นที่ชอบความเร็ว และสูงขึ้นมาได้ไม่เกินความสูงของเบาะ สำหรับคนที่ชอบขี่แบบสบายๆ สำหรับความสูงของแฮนด์ที่สูงขี้นมาเกินระดับบนสุดของเบาะ เอาไว้สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของหลังหรือคอหรือพวกจักรยานที่แต่งเอกไว้เล่นแข่งลงเขากัน

ระยะเอื้อมถึงแฮนด์

จุดนี้แหละที่มักเป็นปัญหากันสำหรับพวกที่ซื้อจักรยานมาผิดขนาด (คือไม่พอดีกับตัวนั่นแหละ) แล้วก็มักจะไปใช้วิธีเลื่อนเบาะไปหน้าสุด หรือหลังสุดเพื่อชดเชยระยะที่ต้องเอื้อมถึงแฮนด์ ซึ่งพอขี่จักรยานกันนานๆ แล้วมักมีปัญหาปวดหลัง ? ปวดเข่าอยู่เสมอๆ ก็ขอเน้นย้ำว่าให้ ปรับระยะเบาะให้พอดีกับขาให้ได้ แล้วระยะเอื้อมถึงแฮนด์นี้จะใช้วิธีเปลี่ยนคอจับแฮนด์ (Stem) ให้สั้นหรือยาว โดยระยะเอื้อมที่ถูกต้องคือเมื่อก้มตัวลงจับแฮนด์แล้วหลังจะทำมุม กับพื้นราบประมาณ 45 ฐ และข้อศอกจะต้องหย่อนพอสมควร ไม่เหยียดตรง

ความกว้างของแฮนด์

มีใครสนใจกันบ้างไหมกับตัวแปรตัวนี้ ? ใครจะใช้แฮนด์กว้างแค่ไหนก็ลองวิดพื้นดูหลายๆ ที โดยลองเปลี่ยนตำแหน่งมือห่างกันหรือชิดกัน ตำแหน่งไหนที่ออกแรงได้ถนัดที่สุดก็ใช้ระยะ นั้นแหละ ลองวัดเทียบกับแฮนด์จักรยานที่ใช้ขี่ประจำดู แล้วให้ช่างจัดการตัดสั้นหรือเปลี่ยน ใหม่ซะให้เรียบร้อย

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก:http://www.skn.ac.th/skl/skn43/bicical31/mohand.htm




Pages: [1] 2
 กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกลเดอร์ | กวีคลับดอทคอม| ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | ริลัคคุมะ | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง | รับปรึกษาปัญหาความรัก  | เพิ่มเว็บไซต์ฟรี 
 



Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.6 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.1 © 2008-2009, SimplePortal | Thai language by ThaiSMF

| Sitemap
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.254 วินาที กับ 16 คำสั่ง (Pretty URLs adds 0.002s, 0q)

Google visited last this page วันนี้ เวลา 12:39:40 pm