1
เมื่อ: มกราคม 23, 2012, 08:34:14 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
ความสูงของแฮนด์ และ การปรับแฮนด์
ความสูงของแฮนด์
เราจะใช้วิธีวัดเทียบกับตำแหน่งของเบาะนั่งเสมอเพราะฉะนั้นต้องปรับตำแหน่งเบาะให้ถูกต้องก่อน
แล้ววัดความสูงของแฮนด์โดยดูจากด้านข้างของจักรยาน แฮนด์จะต้องเตี้ยกว่าแนวบนสุด
ของเบาะ 2 – 3 นิ้วฟุตสำหรับนักปั่นที่ชอบความเร็ว
และสูงขึ้นมาได้ไม่เกินความสูงของเบาะ สำหรับคนที่ชอบขี่แบบสบายๆ
สำหรับความสูงของแฮนด์ที่สูงขี้นมาเกินระดับบนสุดของเบาะ
เอาไว้สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของหลังหรือคอหรือพวกจักรยานที่แต่งเอกไว้เล่นแข่งลงเขากัน
ระยะเอื้อมถึงแฮนด์
จุดนี้แหละที่มักเป็นปัญหากันสำหรับพวกที่ซื้อจักรยานมาผิดขนาด
(คือไม่พอดีกับตัวนั่นแหละ) แล้วก็มักจะไปใช้วิธีเลื่อนเบาะไปหน้าสุด
หรือหลังสุดเพื่อชดเชยระยะที่ต้องเอื้อมถึงแฮนด์ ซึ่งพอขี่จักรยานกันนานๆ
แล้วมักมีปัญหาปวดหลัง – ปวดเข่าอยู่เสมอๆ ก็ขอเน้นย้ำว่าให้
ปรับระยะเบาะให้พอดีกับขาให้ได้
แล้วระยะเอื้อมถึงแฮนด์นี้จะใช้วิธีเปลี่ยนคอจับแฮนด์ (Stem) ให้สั้นหรือยาว
โดยระยะเอื้อมที่ถูกต้องคือเมื่อก้มตัวลงจับแฮนด์แล้วหลังจะทำมุม กับพื้นราบประมาณ
45 ฐ และข้อศอกจะต้องหย่อนพอสมควร ไม่เหยียดตรง
ความกว้างของแฮนด์
มีใครสนใจกันบ้างไหมกับตัวแปรตัวนี้ ?
ใครจะใช้แฮนด์กว้างแค่ไหนก็ลองวิดพื้นดูหลายๆ ที
โดยลองเปลี่ยนตำแหน่งมือห่างกันหรือชิดกัน
ตำแหน่งไหนที่ออกแรงได้ถนัดที่สุดก็ใช้ระยะ นั้นแหละ
ลองวัดเทียบกับแฮนด์จักรยานที่ใช้ขี่ประจำดู แล้วให้ช่างจัดการตัดสั้นหรือเปลี่ยน
ใหม่ซะให้เรียบร้อย
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก :
http://www.skn.ac.th/skl/skn43/bicical31/mohand.htm
2
เมื่อ: มกราคม 23, 2012, 08:27:17 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
ความสูงของเบาะ และ การปรับเบาะ
ความสูงของเบาะนั่ง
จริงๆ แล้วคือระยะจากด้านบนสุดของเบาะไปจนถึงบันได
หลักของการปรับระยะนี้คือ
เมื่อนั่งบนเบาะอย่างมั่นคงแล้วใช้ปลายเท้าเหยียบบันไดในจังหวะที่ถีบขาลงจนสุดขาจะต้อง
เหยียดได้เกือบสุดไม่ใช่ไม่ใช่สุดเหยียดอย่างที่หลายคนทำกัน
เพราะนั่นจะทำให้กล้ามเนื้อและ เส้นเอ็นรอบๆ หัวเข่าบาดเจ็บได้
แม้จะได้กำลังมากที่สุดก็จริง แต่ไม่คุ้มกับค่ารักษาตัวหรอก แต่ในขณะเดียวกัน
ถ้าความสูงของเบาะน้อยเกินไป ก็เจ็บหัวเข่าอีกเหมือนกัน แบบเดียวกับ ที่พระท่านว่า
อย่าตึงไป อย่าหย่อนไป ให้เดินทางสายกลางนั่นแหละ
ระยะเลื่อนหน้า-หลังของเบาะ
ระยะเลื่อนหน้า-หลังของเบาะนี้ไม่ใช่เลื่อนเพื่อให้เข้าใกล้แฮนด์จะได้ขี่ถนัด
แต่อันนี้ก็เพื่อความ ปลอดภัยของหัวเข่าอีกเช่นกัน
หลักการปรับคือเมื่อนั่งบนเบาะตามปกติแล้ว จัดให้ขาจาน (Crank arm) อยู่ขนานกับพื้น
แล้ววางเท้าบนบันไดโดยให้โคนหัวแม่เท้า (Ball of foot) วางตรงกับแกนบันได
เลื่อนเบาะไป-มาจนกว่ารอยบุ๋มใต้หัวเข่า Bump below kneecap) จะดิ่งกับแกนบันได
(เมื่อมองจากด้านข้างของขานำ)
การปรับตำแหน่งของเบาะสองอย่างนี้เป็นการปรับที่สำคัญที่สุดของจักรยานเชียวล่ะเพราะนัก
วิชาการทั้งหลายก็ได้ทดลองค้นคว้ากันมาเป็นร้อยปีแล้วว่าตำแหน่งของการปั่นจักรยานใน
ตำแหน่งนี้จะได้ประสิทธิภาพโดยรวมและความปลอดภัยให้ขาของนักปั่นมากที่สุดที่เราต้อง
ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพโดยรวมมากกว่าประสิทธิภาพสูงสุด
ก็เนื่องจากว่าเรายังต้อง ใช้ขาของเราจนตลอดชีวิต
ไม่ใช่แค่แข่งครั้งเดียวแล้วพังไปเลย ถ้าหาอะหลั่ยขาไว้เตรียม
เปลี่ยนได้ก็แล้วไป
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก :
http://www.skn.ac.th/skl/skn43/bicical31/moseat.htm
3
เมื่อ: ธันวาคม 01, 2011, 09:18:03 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
ใช้มือถือ..แทนไมล์จักรยาน
ความสามารถของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ นั้น ทำอะไรได้หลายอย่างเหลือเกิน โดยเฉพาะระบบ iOS ของ iPhone และ Android ของ Google เพราะสามารถดาวน์โหลด Application หรือเรียกสั้นๆ ว่า App มาใช้งานได้สะดวกมีให้เลือกมากมาย ไม่เว้นแม้แต่คนรักจักรยานอย่างเราๆ อย่างเช่น App ที่ชื่อว่า "BikeMateGPS" ซึ่งผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือข้างต้นหลายท่าน มีไว้ใช้งานแล้ว.. ส่วนใครที่ยังไม่มีก็ลองอ่านดู.. เผื่อจะสนใจและกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าใช้งาน..
ซอฟท์แวร์หรือ App ตัวนี้เป็นผลงานของบริษัท Zero One Mia ผู้พัฒนา App สำหรับมือถือรายหนึ่งในประเทศเกาหลี ซึ่งได้รับความสนใจจากบรรดานักปั่นจักรยานทั่วโลก ด้วยเพราะความสะดวกในการใช้งานที่ครอบคลุมความต้องการของนักปั่น ความสวยงามของอินเตอร์เฟสหรือหน้าตาที่เข้าใจง่าย จะดูดีมีสกุล...ก็ว่าได้ ความสามา รถหลักๆ ของ App BikeMateGPS มีดังนี้ - บอกความเร็ว ณ ขณะนั้นด้วยมาตรวัดและเรือนไมล์ มีเข็มแสดงเช่นเดียวกับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ - บอกระยะทาง สามารถเลือกหน่วยวัดแบบกิโลเมตรและไมล์ได้ - บอกเวลารวมในการเดินทาง - บอกตำแหน่งด้วยการจับสัญญาณดาวเทียม GPS - คำนวณปริมาณแคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญ - ถ่ายภาพพร้อมระบุพิกัด GPS ได้ในระบบ - บันทึกเส้นทางพร้อมข้อมูลได้อย่างละเอียด - มีระบบจัดเก็บข้อมูลพร้อมปฏิทิน - คำนวณข้อมูลรวมได้ - ส่งข้อมูลไปยัง email และเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter - ควบคุมการเล่นเพลงเพื่อฟังในขณะใช้งานได้ นับว่ามีคุณสมบัติในการใช้สอยค่อนข้างครบครันอย่างมาก ลองมาดูรายละเอียดในการใช้งานที่น่าสนใจกันสักนิด ว่ามันดีจริงอย่างที่ว่าหรือไม่..
หน้าตา.. สวยงามสะดุดตาตรงเรือนไมล์ครึ่งวงกลม พร้อมเข็มแสดงระดับความเร็ว คู่ไปกับตัวเลขความเร็วที่อยู่ตรงกลาง ด้านบนสุดมีปุ่มคำสั่งสำหรับเล่นเพลง, ล็อคหน้าจอ, บันทึกภาพ และสัญลักษณ์แสดงความแรงสัญญาณดาวเทียม GPS ถัดลงมามีตัวเลขแสดงความเร็วสูงสุดและต่ำสุดที่ทำได้ และระดับความสูง ณ ตำแหน่งที่อยู่ (จากภาพ 6.42 เมตร เป็นความสูงขณะที่อยู่บนสะพาน) ถัดมาคือปริมาณแคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญ ลงมาอีกนิดเป็นปุ่มควบคุมคือ การลบข้อมูลใหม่ การเริ่มต้นใช้งาน ปุ่มหยุดชั่วคราวและใช้งานต่อเนื่อง สุดท้ายคือปุ่มบันทึกข้อมูลปัจจุบัน ซึ่งปุ่มนี้จะจัดเก็บข้อมูลล่าสุดเอาไว้ในระบบ และลบข้อมูลบนหน้าจอ ณ ขณะนั้น เพื่อสามารถเริ่มต้นใช้งานใหม่อีกครั้งนั่นเอง ล่างสุดเป็นเมนูเพื่อเลือกใช้งานส่วนต่าง ประกอบด้วย - Trip คือหน้าที่เห็นนี่หละ สำหรับใช้งานหลักแทนเรือนไมล์จักรยานปกติได้เลย - Route คือการดูรายละเอียดของเส้นทาง ตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบัน โดยมีมุมมองของแผนที่ให้เลือก 3 รูปแบบ ซึ่งจะอ้างอิงกับข้อมูลแผนที่จาก Google Maps โดยตรง แสดงได้ทั้งแบบที่เป็นแผนที่ปกติ ภาพจากดาวเทียม หรือรวมทั้งสองลักษณะเข้าด้วยกัน - History แสดงข้อมูลย้อนหลังที่จัดเก็บเอาไว้ในแต่ละทริป บันทึกตามวันเดือนปีในปฏิทิน ทำให้สะดวกในการค้นหา - Data เพื่อแสดงข้อมูลที่จัดเก็บอย่างละเอียด ทั้งแผนที่ ภาพถ่าย เส้นทาง ระยะทาง ฯลฯ และยังสามารถจัดเก็บ หรือส่งออกข้อมูลไปยัง email หรือส่งไปยังเครือข่ายสังคมออนไลน์ - Option สำหรับการกำหนดข้อมูลหลักเพื่อการใช้งาน เช่น กำหนดน้ำหนักของร่างกาย เพื่อนำไปคำนวณหาปริมาณแคลอรี่, การกำหนดหน่วยวัดระยะทาง, การแสดงแผนที่, การลบข้อมูล ตลอดจนวิธีการใช้งาน และเงื่อนไขทางด้านลิขสิทธิ์การใช้งาน App ตัวนี้จากบริษัทผู้ผลิต
คุณสมบัติที่ควรทราบ ด้วยคุณสมบัติของ App เวอร์ชั่นล่าสุดมีสิ่งที่ควรทราบไว้เป็นเบื้องต้น จะได้ไม่หงุดหงิดใจภายหลัง หากบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกใจ ดังนี้ - บันทึกแต่ละชุดได้เพียง 200 ภาพ ที่ความละเอียด 800 x 600 พิกเซล ทั้งนี้..ก็เพื่อความสะดวกในการส่งไฟล์ - ทุกภาพที่บันทึกไว้ จะถูกเก็บลงใน Photo Data ของเครื่อง ดังนั้นการลบภาพจาก App จะไม่ได้เป็นการลบภาพใน Photo Data ของ iPhone แต่อย่างใด - สามารถใส่ชื่อภาพ และรายละเอียดเกี่ยวข้องกับภาพได้ - จัดเก็บข้อมูลได้ 500 ครั้ง และเก็บภาพได้สูงสุด 1,000 ภาพ - มีบริการส่งข้อมูลด้วย ID ของ Google Mail ได้ทันที หรือจะสมัครเป็นสมาชิกของ ZeroOne Mashup ได้ฟรี ด้วยการลงทะเบียนผ่านมือถือ แผนในอนาคต ทีมผู้พัฒนา App ตัวนี้ กำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถในเวอร์ชั่นต่อไป ให้ครอบคลุมการใช้งานมากยิ่งขึ้น นั่นคือเพิ่มระบบฮาร์ทเรตเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะปั่นจักรยาน รวมถึงระบบวัดรอบขาในการปั่น เพื่อเพิ่มรายละเอียดในเก็บข้อมูลมากยิ่งขึ้น ความคิดเห็น ส่วนตัวแล้วใช้งาน BikeMateGPS บ่อยมาก เพื่อการจัดเก็บข้อมูลของการปั่นจักรยานออกกำลังกาย บันทึกเส้นทาง สถิติในการปั่นจักรยาน และยังได้เพลิดเพลินกับการบันทึกภาพ ณ จุดที่ปั่นจักรยานไป พร้อมลงรายละเอียดเอาไว้เปิดดูในภายหลัง รวมถึงการส่งไฟล์ข้อมูลพร้อมภาพไปยัง email เพื่อจัดเก็บลงคอมพิวเตอร์ ส่วนคำถามที่ว่ามันจำเป็นหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่หากว่าคุณเป็นนักปั่นจักรยานและมี iPhone หรือ Android อยู่แล้วละก็ น่าจะโหลดมาไว้ใช้งาน อาจจะทดลองในรุ่น Lite ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายมาทดลองใช้งาน ถูกใจแล้วค่อยเสียเงินซื้อเวอร์ชั่นเต็ม ราคาสำหรับ iPhone นั้นถูกกว่า Android พอสมควร และดูจะน่าสนใจกว่า เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android นั้นค่อนข้างหลากหลายเกินไป
สนใจดาวน์โหลด App ได้สองระบบคือ
อุปกรณ์เสริม นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาซองบรรจุ iPhone หรือ Android พร้อมอุปกรณ์ติดตั้งบนแฮนด์หรือสเตมของจักรยาน ซึ่งสามารถใช้งานแทนไมล์จักรยานได้ และยังยืนยันถึงความแข็งแรงของอุปกรณ์ดังกล่าว ด้วยการทดสอบแรงกระแทก อย่างเช่นในคลิบด้านล่างนี้
4
เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2011, 11:20:31 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
แฮนด์ สั้นจู๋...ตูจะทำไง
คงเคยทราบและได้ยินกันมานาน แล้วสำหรับนักดาวน์ฮิลรุ่นเก่าหรือรุ่นขี่มาหลายปี กับยุคสมัยที่ท่านเหล่านนี้ยังจะต้องเผชิญกับปัญหาอะไหล่จักรยานแพง(กว่าปัจจุบันมาก..ถ้าเที่ยบกับสิ่งที่ได้มา) อ้นเนื่องมาจากโครงสร้างภาษีนำเข้า ค้ากำไรเกินควร หรืออื่น ๆ ที่ไม่อาจทราบได้ แต่ที่ทราบแน่ ๆ ก็คือ อะไหล่จักรยานแนวนี้ หายาก และ แพง แถมเอามาใช้ขี่ลงเขาที่เสี่ยงต่อการพัง..สูง....นักดาวน์รุ่นเก่า ๆ เลยต้องใช้อะไหล่แต่ละชิ้น ให้คุ้มค่าที่สุด
และเป็นที่แนวทางนึงที่รุ่นพี่ ๆ สมัยที่ยังขี่กันอยู่ที่บ่อดินหลังหมู่บ้านเสนา(ผมยังทันช่วงปีหลัง ๆ) กับการแก้ปัญหาเรื่องแฮนด์สั้นเกินไป
มาวันนึงเรื่่องแฮนด์สั้นเกินไป ก็เจอกับตัวเอง..เฮ้อ..ตอนซื้อไม่ยอมวัดให้ดีก่อน ว่าช่วงแขนที่เหมาะกับตัวเองเท่าไหร่ แน่นอนว่าซื้อมือสองมา สั้นเกินไปมากจนไม่สามารถใส่ชิพเตอร์พร้อมกับเบรคได้ในขณะเดียวกัน ถ้าต้องการจะใส่แฮนด์เข้าไปจนสุด ก็ข้างในมันอ้วนขยับเข้าไม่ได้แล้ว ปลอกแฮนด์เลยเหลือ
เอาละหว่า...งานเข้าอย่างจัง...ทำไงได้ซื้อมาแล้ว...วิธีแก้แบบบ้าน ๆ ที่เคยมีพี่ ๆ แนะนำมาก็คือ...ยาวตัด..สั้นต่อ...ไม่พอซื้อใหม่
คิดง่าย ๆ เน๊อะ ไม่พอซื้อใหม่คงไม่ได้เพราะเชื่อว่าซื้อมาแล้วอย่างน้อยก็ต้องใช้ซักระยะก่อน อีกอย่างแฮนด์ก็ไม่ใช่ถูก ๆ หลักพันเหมือนกัน แฮนด์มาสั้นไปก็ต้องต่อ ซึ่งเราสามารถต่อได้เลย 2 นิ้ว ในงบประมาณไม่เกิน 50 บาท ซึ่งก็คือปลายแฮนด์ของมอร์ไซด์ หาซื้อได้ตามร้านอะไหล่มอร์ไซด์ทั่วไป มีหลายสี หลายแบบ แต่ขอแนะนำว่า เอาสี่อะไรไม่ว่า แต่ขอแบบเรียบ ๆ ทรงกระบอกตามรูปเป็นใช้ได้ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจะเป็นแบบมาตรฐานเท่ากับแฮนด์จักรยานคันเก่งของเราพอดี มีข้อแม้อีกอย่างคือวิธีนี้เหมาะกับการใช้ปลอกแฮนด์แบบล๊อกเท่านั้น
ใส่เข้าไปได้เลย
เท่ากับแฮนด์เดิมเป๊ะ
เสร็จแล้วก็ขันนํอตที่ปลายแฮนด์ให้แนนแล้วก็ใส่ปลอกแฮนด์เข้าไปเลย แล้วอย่าลืมขันน๊อตล๊อกปลอกแฮนด์ด้วยหละ
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก : http://gotodh.blogspot.com/2010/03/blog-post_19.html
5
เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2011, 09:45:00 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
อุปกรณ์ถอดเฟืองหลัง
เฟืองหลังเป็นส่วนประกอบของจักรยานที่มีการสึกหรอมาก รองมาจากผ้าเบรก ยางนอก เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งก็จะเกิดการสึกหรอขึ้น และถ้ายังฝืนขี่ต่อไปอาการที่จะตามมาก็คือ เฟืองหลังรูดอาจเกิดอันตรายได้ถ้าหากขณะขึ้นยืนโยกแล้วโซ่เกิดอาการฟรี หรือ เราอยากจะถอดเฟืองเปลี่ยนไปใช้เฟืองที่เหมาะสมกับสภาพการขี่ของเรา แล้วเราจะทำอย่างไรดี วันนี้เราจะมาแนะนำอุปกรณ์ที่ใช้ถอดเฟืองหลังของจักรยานกันครับ เพื่อที่จะช่วยให้ท่านถอดเฟืองหลังได้สะดวกและปลอดภัย เฟืองจักรยานมีด้วยกันสองแบบคือแบบเกลียวและแบบสวม ปัจจุบันแบบสวมได้รับความนิยมมากกว่า อุปกรณ์ที่ใช้ถอดเฟืองจะใช้อุปกรณ์สองชนิดด้วยกันได้แก่
1. บล็อกถอดฝาล็อกจะมีลักษณะด้านหนึ่งเป็นหัวนัท อีกด้านหนึ่งจะเป็นร่องด้านนอก ตรงกลางจะกลวงและบางยี่ห้อจะมีแกนเหล็กเป็นเดือยโผล่ออกมา ซึ่งจะช่วยให้ตัวล็อกไม่หลุดออกมาเวลาทำการขันคลายฝาปิดเกลียว ส่วนด้านที่เป็นหัวนัทนั้นบางยี่ห้อจะมีรูสี่เหลี่ยมตรงกลาง ให้สามารถใช้กับประแจวัดแรงหรือประแจทอร์กได้ 2. ประแจโซ่จะมีลักษณะเป็นด้ามเหล็กแบนยาวประมาณ 1 ฟุต มีปลายด้านหนึ่งติดโซ่เอาไว้ จะมีความยาวของโซ่ต่างกันคือมีขนาดยาวและขนาดสั้น โซ่ตัวยาวจะทำหน้าที่ยึดกับฟันเฟืองไม่ให้เคลื่อนที่ ส่วนตัวสั้นจะทำหน้าที่กดยึดด้ามจับไม่ให้สะบัดไปเมื่อออกแรงกด ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้ และอีกด้านจะมียางหุ้มเป็นด้ามจับกันเจ็บมือ และยังจะมีอีกชุดคือประแจสำหรับถอดฝาครอบเฟืองแบบเกลียวด้วย แต่ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมเพราะถอดค่อนข้างยาก ส่วนวิธีการใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใดครับ เพียงท่านถอดล้อจักรยานแล้วเอาแกนปลดออก ขั้นตอนต่อไปก็ให้นำเจ้าบล็อกถอด เสียบเข้าไปตรงกลางดุมล้อ จากนั้นก็ให้ใช้ประแจโซ่จับยึดเฟืองเอาไว้ ใช้ประแจเลื่อนขันนัทออก ตำแหน่งการวางให้เป็นลักษณะตัว V แล้วออกแรงกดไปคนละทาง ฝาล็อกก็จะคลายออกอย่างง่ายดาย ปัจจุบันอุปกรณ์การซ่อมบำรุงเหล่านี้สามารถหาซื้อได้งานและราคาไม่แพง มีทั้งแบบแยกและแบบเป็นชุด ลองหามาไว้ใช้ดูกได้ครับ
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://thaicyclingclub.blogspot.com/2010/09/bike-tool.html
วิธีถอดเฟืองหลัง
การถอดเฟืองหลังต้องใช้เครื่องมือ.... นอกจาก ประแจเลื่อนตัวใหญ่ แล้ว ก็มี... บล็อกถอดตัวล็อคเฟือง ..
ประแจโซ่..
วิธีถอด ก็ตามรูปเลยครับ... ใช้ประแจเลื่อน จับ บล็อคถอดเฟือง หมุนทวนเข็มนาฬิกา.. ในขณะที่จับประแจโซ่หมุนตรงกันข้าม ..
.
อนึง.. หากไม่มีประแจโซ่ และ ตัวล็อคไม่แน่นจนเกินไป .. ก็อาจใช้ผ้าหนาหน่อย ให้เพื่อนช่วยจับยึดตัวเฟือง ขืนไว้ไม่ให้หมุนตาม ..
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.bikeloves.com/board_qa/show_thread.php?qID=9114
6
เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2011, 11:35:45 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
กระโหลก กับเรื่องชวนปวดกระโหลก
กระโหลก (bottom bracket , BB) เป็นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อนจักรยาน มีหน้าที่เป็นแกนหมุนของชุดขาจาน ก่อนที่เราจะกล่าวลึกเข้าไปในรายละเอียด ผมขอพาไปรู้จักกับคำศัพท์ต่อไปนี้ก่อนดีกว่านะ BB shell คือ ส่วนของเฟรมจักรยานที่เราขันกระโหลกเข้าไป โดยส่วนของBB shell จะถูกtapเกลียวไว้ เพื่อสำหรับขันฝาปิดกระโหลก BB cupหรือ ฝาปิดกระโหลก โดยจะมีเกลียวเป็นลักษณะเกลียวตัวผู้ที่พอดิบพอดีกันกับBB shell ทั้งเส้นผ่าศูนย์กลาง,ระยะเกลียว และทิศของเกลียว BB cup จะมีด้วยกัน 2 ด้าน คือ ด้านซ้ายและด้านขวานั่นเอง BB spindle หรือ แกนกระโหลก เอาหละเรามาวกเข้ามาเรื่องของกระโหลกกันดีกว่าครับ การที่เราจะซื้อกระโหลกตัวใหม่มาเปลี่ยนแทนตัวเก่านั้น เราต้องรู้ข้อมูลอะไรบ้าง BB spindle มีสิ่งที่ต้องทราบอยู่ 2 ประการคือ ความยาวของแกนกระโหลก ซึ่งมีอยู่มากมายหลายขนาด ได้แก่ 103 , 107 , 110 , 113 , 116 , 118 , 120 , 122 mm ดูแล้วช่างหลากหลายจริงๆ แต่ที่เราคุ้นเคยกันนั้นคงจะเป็นขนาด 107 , 110 และ 113 mm เสียมากกว่า เพราะว่าเป็นขนาดที่ทำออกมาใช้กับชุดขาจานในรุ่นบนๆ ส่วนความยาวที่เหลือนั้น มักจะเป็นรุ่นเฉพาะที่ทำออกมาสำหรับชุดขาจานเฉพาะรุ่นนั้นๆไป ความยาวของแกนกระโหลกมีผลต่อจักรยานอย่างไร ? ถ้าเอากระโหลกมาดู จะพบว่าแกนกระโหลกทั้ง 2ด้านนั้นมีความยาวไม่เท่ากัน โดยด้านขวาซึ่งเป็นด้านที่จะใส่ชุดขาจานและใบจานหน้า หรือเรียกว่า drive side จะยาวกว่าทางด้านซ้ายเสมอ เพราะว่าจะถูกออกแบบมาเผื่อสำหรับชุดใบจานหน้าซึ่งมีความหนามากกว่า ขาจานด้านซ้าย(ซึ่งไม่มีอะไรมาเกะกะ) ความยาวรวมของแกนกระโหลกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะมีผลทำให้ความยาวของแกนทั้ง2ด้านเพิ่มขึ้น หรือ ลดลงตามส่วนด้วย การที่แกนกระโหลกยาวขึ้นจะมีผลทำให้ชุดใบจานหน้าและขาจานขยับตัวออกมาห่างจากเฟรมมากขึ้น และในทางกลับกันถ้าแกนกระโหลกสั้นลง ชุดใบจานหน้าและขาจานก็จะขยับตัวเข้าใกล้กับเฟรมมากขึ้น จึงมีคำที่ช่วยในการอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นไปอีก คำนั้นก็คือคำว่า"chain line" จริงๆแล้วคำว่าchain line เป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างหลากหลาย ทั้งในแง่ของผู้ผลิตอย่างshimano ก็ให้ความหมายแบบหนึ่ง ในแง่ของmanual ก็ให้อีกความหมายหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วล้วนแต่มีความหมายตรงกันทั้งสิ้น เรามาทำความเข้าใจกันอย่างง่ายๆดีกว่านะครับ Chainline คือเส้นที่ลากจากจุดกึ่งกลางของชุดใบจานหน้าไปยังจุดกึ่งกลางของชุดเฟืองหลัง โดยถ้าเป็นชุดจานหน้า3ใบกับเฟืองหลัง9ใบ ก็จะหมายถึงเส้นที่ลากจากจานกลางไปยังเฟืองของเกียร์5นั่นเอง ตามทฤษฎีแล้ว แนวchainlineควรจะขนานกับแนวฐานล้อของจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานของชุดเกียร์ทั้งจานหน้าและเฟืองหลัง สามารถทำงานได้ครบถ้วน โดยที่โซ่ไม่ได้บิดตัวเบี่ยงเบนไปมากนัก จึงมีการวัดระยะchainlineเพื่อใช้อ้างอิง โดยจะวัดจากกึ่งกลางของท่อนั่ง(seat tube)ไปยังยอดของใบจานกลาง
จักรยานเสือภูเขามาตรฐานที่มีดุมหลังกว้าง135mm และไม่มีการการบิดของเฟรม ระยะChainlineที่จะทำให้แนวของchainlineขนานกับแนวฐานล้อ จะมีค่าประมาณ 47.5 mm ส่วนจักรยานเสือหมอบที่มีดุมหลังกว้าง130mm ระยะChainlineที่จะทำให้แนวของchainlineขนานกับแนวฐานล้อ จะมีค่าประมาณ 45 mm
สำหรับshimanoนั้น มักจะทำกระโหลกสำหรับจักรยานเสือภูเขาที่มีความยาวให้เลือก 2 ขนาด เช่นกระโหลกแบบTapered BB-UN72 จะมีความยาวแกนกระโหลกให้เลือก 2 ขนาดคือ 110 และ 113 mm โดยถ้าใช้กระโหลกแกนยาว 110 mm จะได้ระยะchainline เท่ากับ 47.5 mm แต่ถ้าใช้กระโหลกแกนยาว 113mm จะได้ระยะchainlineเพิ่มขึ้นเป็น 50 mm ( สำหรับกระโหลกแบบSplined BB-ES70 จะมี 2 ช่วงความยาวคือ 113 และ 118mm ซึ่งจะให้ระยะchainline 47.5 และ 50.0mm ตามลำดับ) คำถามก็คงจะผุดขึ้นมาในใจหละสิว่า ทำมาทำไม? เพราะเมื่อใช้แล้วchainlineก็จะเบนออกมาจากเดิม? คำตอบมันมีอยู่ในตัวของมันเอง คือ จักรยานเสือภูเขานั้นมีความหลากหลายในเรื่องของchain stayหรือตะเกียบโซ่ รถบางค่ายมีตะเกียบโซ่ใหญ่และหนาแถมยังกางอ้าออกมาอีก โดยเฉพาะพวกfull suspensionที่มีmain pivotหรือจุดหมุนหลักอยู่ด้านล่าง ซึ่งถ้าหากใช้แกนกระโหลก110mm อาจจะทำให้ขาจานหรือชุดใบจาน อยู่ชิดกับchain stayมากเกินไป ถ้าหากมีการบิดตัวของขาจานหรือของchain stay ก็อาจจะเกิดการกระทบกันได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยอมขยับระยะchainlineออกมาจากเดิมอีก2.5mm ซึ่งระยะดังกล่าวไม่ได้มีผลมากมายนักต่อการทำงานของชุดเกียร์หลักๆ เพียงแต่ในตำแหน่งจานหน้าเล็กสุด และเฟืองเกียร์หลังใหญ่สุดหรือตำแหน่งเกียร์1-1 แนวโซ่อาจจะเบี่ยงตัวไปมากกว่าปกติบ้าง ในขณะที่การทำงานของชุดจานหน้าในการลดจานจากใบจานกลางลงมาใบจานเล็กยังอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ ( ในรถที่chain stayไม่ได้ใหญ่นัก ก็สามารถใช้กับกระโหลกแกนยาว110mmได้อย่างสบาย แต่ถ้าเป็นรถที่chain stay เล็กๆ เช่น พวกที่ทำมาจากโครโมลี่ ก็อาจจะใช้แกนกระโหลกยาวเพียง107mmได้อย่างสบายๆ โดยที่ระยะchainline แทบจะไม่ได้ลดลงมาเลยด้วยซ้ำ เพราะแกนทางด้านซ้ายมันหดเข้ามาในสัดส่วนที่มากกว่าทางด้านขวาครับ ) ในความคิดเห็นของผมแล้ว สำหรับชุดขับเคลื่อนมาตรฐานทั่วไปถ้าหากไม่มีปัญหาเรื่องระยะห่างระหว่างขาจานกับchain stayแล้ว กระโหลก107หรือ110mm ก็น่าจะลงตัวที่สุดแล้ว เพราะจะได้ระยะchainlineที่เหมาะสมที่สุด ลักษณะส่วนปลายของแกนกระโหลก ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบ คือ Tapered square blockซึ่งเป็นแบบที่เราคุ้นเคย และพบเห็นได้ทั่วๆไป
Splined block ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 2 มาตรฐาน คือ Shimano type ส่วนปลายจะเป็นร่องหยักและสัน จำนวน 8 ร่อง ในครั้งแรกนั้นได้พัฒนามาใช้กับอุปกรณ์ขับเคลื่อนในชุดXTR (BB-M952) ต่อมาในปี2000จึงได้พัฒนามาใช้กับกระโหลกในรุ่นรองลงมา(BB-ES70) แต่ไม่สามารถใช้แทนกันได้
มาตรฐานที่ทางTruvative, RacefaceและChrisKing ร่วมมือกันพัฒนาขึ้นมาจะมีลักษณะคล้ายกับของShimano แต่จะมีจำนวนร่องและสันมากกว่า คือ 10 ร่อง ทั้งกระโหลกแบบTapered และSplinedนั้น ต้องใช้ร่วมกับชุดขาจานที่ออกแบบมาเฉพาะ โดยเฉพาะแบบsplinedนั้น ต้องเลือกใช้ในถูกยี่ห้อและรุ่นด้วย ทั้งนี้โปรดอ่านเพิ่มเติมจากกระทู้ Bottom Bracket แบบ Splined & Tapered โดยคุณDen (18/07/2000) จากคอลัมน์"ถามๆตอบๆ 1" ซึ่งได้อธิบายถึงความแตกต่างและข้อดีของกระโหลกทั้ง 2 แบบนี้ไว้อย่างละเอียด BB shell width หรือความกว้างของเฟรมในส่วนที่ขันกระโหลกเข้าไป จะมีค่าอยู่ด้วยกัน 3 ขนาดคือ 68 ,70 และ73 mm โดยทั่วๆไปแล้วเฟรมที่ถูกผลิตมาจากโรงงานทางไต้หวันส่วนใหญ่จะมีBB shell กว้าง68mm ในขณะที่รถที่ผลิตจากอเมริกาส่วนใหญ่ เช่น Klein , Gary Fisher ,Trek (รุ่นสูงๆ) ฯลฯ จะมีBB shell กว้าง 73 mm ในขณะที่บางยี่ห้อใช้BB shell กว้าง 68 mm ( สำหรับMTBแล้ว ขนาดของBB shell กว้าง70 mm ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก ) อยากจะรู้ว่ากว้างเท่าไรก็ไม่เห็นจะยากเลยนี่ครับ วัดซะก็หมดเรื่อง แล้วทำไมต้องทำให้BB shell กว้างแตกต่างกัน? เป็นเพราะความแตกต่างกันในแง่ของการออกแบบรูปร่าง และลักษณะของchain stay คือ ถ้าchain stay อวบอ้วนมาก เมื่อนำมาเชื่อมกับBB shell ถ้าหากBB shell กว้างไม่พอ ก็จะดูไม่สวย หรือล้นออกมาทางด้านข้างได้ และสิ่งหนึ่งที่ทางผู้ผลิตคิดไว้ในใจก็คือ BB shell ที่กว้างกว่าย่อมจะทำให้เฟรมนั้นstiffและแข็งแรงกว่า โดยทั่วไปแล้วกระโหลกมาตรฐานที่ผลิตออกมาขายกันในท้องตลาด เช่นShimano ส่วนของBB cupด้านขวาจะเป็นfixed BB cup คือจะติดแน่นกับส่วนของตัวกระโหลกเองและจะมีลักษณะเป็นบ่า เพื่อที่เวลาขันเข้าไปในBB shell จนสุดแล้วจะได้ระยะchainlineตามที่ทางโรงงานผู้ผลิตต้องการ ส่วนBB cupด้านซ้ายจะไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกับตัวกระโหลก แต่จะทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดความตึงในการขันยึดกระโหลกเข้ากับBB shell ซึ่งBB cupด้านซ้ายนี้จะเรียกว่าเป็นแบบadjustable BB cup ดังนั้นทางผู้ผลิตจึงจะต้องผลิตกระโหลกสำหรับBB shell ที่กว้างแตกต่างกันด้วย เพราะการนำเอากระโหลกที่ทำมาสำหรับBB shell 68 mm มาใช้กับเฟรมที่มี BB shell 73 mm ขาจานด้านขวาและชุดใบจานจะขยับออกมาจากเฟรม(ระยะchainlineขยับออกไปจากนอกรถหรือระยะchainlineเพิ่มขึ้น) ส่วนขาจานด้านซ้ายจะขยับเข้าไปชิดเฟรมมากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกกระโหลกที่เหมาะสมและถูกต้องกับBB shellของจักรยานตัวเอง ซึ่งวิธีง่ายที่สุดคือวัดความกว้างของBB shellของเฟรม แต่สำหรับกระโหลกบางยี่ห้อที่มีBB cup เป็นแบบadjustable BB cup ทั้ง 2 ด้าน เช่น RaceFace จะสามารถปรับใช้ได้กับBB shellหลายๆขนาด ในกรณีที่จะเลือกใช้กระโหลกที่มีadjustable BB cupทั้ง 2 ด้าน ผู้ติดตั้งเองจะต้องวัดระยะchainlineให้ถูกต้องด้วย ลำพังแค่นี้ เวลาไปเลือกซื้อกระโหลก ก็ต้องเลือกให้ถูกทั้งความยาวแกน คือ จะเอา 110 หรือ 113 mm แล้วยังจะต้องเลือกให้ถูกต้องกับ BB shell อีก ว่าจะกว้างเท่าไหร่ 68 หรือ 73 mm หรือว่าจะเจอ 70mm ก็คงแล้วแต่จะเลือกซื้อกันนะครับ ขอให้ถูกต้องกับรถที่ใช้ก็แล้วกัน เกลียวกระโหลก เกลียวของBB cup แต่ละด้านนั้นจะต้องมีลักษณะที่เข้ากันได้กับเกลียวของBB shellจึงจะสามารถขันเข้าไปได้ ลักษณะของเกลียว ขนาดของเกลียว เส้นผ่าศูนย์กลางของเกลียว จะถูกกำหนดจากเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอก(outer diameter , OD.)ของเกลียวตัวผู้หรือ สกรูนั่นเอง โดยจะกำหนดเป็นค่าตามทฤษฎีหรือที่เรียกว่าnominal OD. ซึ่งถ้าหากวัดจริงๆactual OD.ก็จะมีค่าน้อยกว่ากันเล็กน้อย เนื่องจากขั้นตอนในการทำเกลียวจะต้องมีการสึกหรอของเนื้อโลหะไปบ้าง เช่น nominal OD. = 35.0 mm วัดจริงอาจจะได้ 34.6 - 34.9 mm เป็นต้น ซึ่งอาจจะใช้หน่วยเป็นนิ้วหรือmetric แล้วแต่ทางผู้ผลิต ระยะเกลียว (pitch) กรณีที่ใช้หน่วยเป็นนิ้ว จะเขียนเป็นจำนวนเกลียวในระยะ1นิ้ว เช่น 24tpi (threads per inch) พูดง่ายๆคือ เกลียวยาว1นิ้วจะมีร่องเกลียว24ร่อง (ถ้าหมุนรอบตัวเอง24รอบ สกรูตัวนั้นก็จะขยับออกไป1นิ้ว) หรือ อาจจะใช้หน่วยmetric โดยจะเขียนเป็นระยะเกลียวเลย เช่น 1mm พูดง่ายๆคือว่าแต่ละเกลียวจะมีระยะห่างกัน 1 mm นั่นเอง ขนาดของเกลียวจะถูกเขียนให้เข้าใจตรงกัน ดังตัวอย่าง เช่น 1.37" x 24tpi หมายถึงเกลียว ที่เกลียวตัวผู้มีขนาด nominal OD. = 1.37นิ้ว มีระยะเกลียวเท่ากับ 24 เกลียวต่อนิ้ว M35 x 1mm หมายถึงเกลียว ที่เกลียวตัวผู้มีขนาด nominal OD. = 35mm มีระยะเกลียวแต่ละเกลียวห่างกัน 1 mm M36 x 24tpi หมายถึงเกลียว ที่เกลียวตัวผู้มีขนาด nominal OD. = 36mm มีระยะเกลียวเท่ากับ 24 เกลียวต่อนิ้ว เป็นต้น
ทิศของเกลียว(thread direction) มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ เกลียวขวา (right-hand thread , RH. thread) เป็นทิศของเกลียวที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน โดยสกรูจะเดินหน้าเข้าไปเมื่อหมุนในทิศตามเข็มนาฬิกา และจะถอยออกมาเมื่อหมุนในทิศทวนเข็มนาฬิกา เมื่อนำสกรูมาดูในแนวตั้งจะเห็นว่าลักษณะของเกลียวจะเอียงลาดขึ้นไปทางด้านขวา ดังรูป
เกลียวซ้าย (left-hand thread , LH. thread) เป็นทิศของเกลียวที่กลับทางกันกับเกลียวขวา คือ สกรูจะเดินหน้าเข้าไปเมื่อหมุนในทิศทวนเข็มนาฬิกา และจะถอยออกมาเมื่อหมุนในทิศตามเข็มนาฬิกา เมื่อนำสกรูมาดูในแนวตั้งจะเห็นว่าลักษณะของเกลียวจะเอียงลาดขึ้นไปทางด้านซ้าย เกลียวซ้ายจะถูกนำมาใช้กับชิ้นงานที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งผู้ผลิตจะต้องบอกเอาไว้ในคู่มือเสมอ ดังรูป
วกเข้ามาเรื่องของเกลียวกระโหลกกันสักทีนะครับว่ามันมีลักษณะอย่างไร? เกลียวกระโหลกของจักรยานนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายมาตรฐานทีเดียว เรามาดูกันนะครับว่าแต่ละมาตรฐานนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง BSC(British Standard Cycle) ขนาดเกลียว 1.370" x 24tpi ISO(International Standard Organization)ขนาดเกลียว 1.375" x 24tpi * ฝาปิดกระโหลกด้านซ้ายจะเป็นเกลียวขวา แต่ฝาปิดกระโหลกด้านขวาจะเป็นเกลียวซ้าย * ถ้าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกจริงๆของเกลียว BB cup จะอยู่ในช่วง 34.6-34.9 mm. และเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจริงๆของเกลียว BB shell จะอยู่ในช่วง 33.6-33.9mm. ในทางปฏิบัติจริงๆแล้ว มาตรฐานทั้ง2แบบนี้ จะมีขนาดเท่ากัน นอกจากนี้ยัง เป็นมาตรฐานเกลียวกระโหลกที่ใช้กับจักรยานทุกๆคันที่ผลิตออกมาจากประเทศในเอเซีย รวมไปถึงจักรยานส่วนใหญ่ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงจักรยานส่วนใหญ่ที่ผลิตมาจากประเทศต่างๆ และยังรวมไปถึงกระโหลกไต้หวันหรือญี่ปุ่นทุกๆอันที่ผลิตออกมาโดยไม่บ่งบอกชนิดของเกลียว และเป็นมาตรฐานเกลียวกระโหลกที่ใช้ในจักรยานเสือภูเขาแทบทุกยี่ห้อ ซึ่งทางShimanoจะใช้รหัสว่า BC 1.37 x 24" ในบางยี่ห้ออาจจะใช้รหัสว่า BC 1.370 x 24tpi Italian ขนาดเกลียว M36 x 24tpi * ฝาปิดกระโหลกด้านซ้ายจะเป็นเกลียวขวา และฝาปิดกระโหลกด้านขวาจะเป็นเกลียวขวาด้วย * ถ้าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกจริงๆของเกลียว BB cup จะอยู่ในช่วง 35.6-35.9 mm. และเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจริงๆของเกลียว BB shell จะอยู่ในช่วง 34.6-34.9mm. ใช้กับจักรยานแทบทุกยี่ห้อที่ผลิตในอิตาลีโดยเฉพาะจักรยานถนน และจักรยานถนนบางยี่ห้อของอเมริกาที่ส่งไปขายยังอิตาลีและยุโรป นอกจากนี้ยังใช้กับจักรยานบางยี่ห้อที่ผลิตในเมกซิโก กระโหลกจะใช้รหัสว่า IT M36 x 24" หรือ IT M36 x 24tpi Swiss ขนาดเกลียว M35 x 1mm * ฝาปิดกระโหลกด้านซ้ายจะเป็นเกลียวขวา แต่ฝาปิดกระโหลกด้านขวาจะเป็นเกลียวซ้าย * ถ้าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกจริงๆของเกลียว BB cup จะอยู่ในช่วง 34.6-34.9 mm. และเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจริงๆของเกลียว BB shell จะอยู่ในช่วง 33.6-33.9mm. เป็นมาตรฐานเกลียวกระโหลกที่ใช้กับจักรยานที่ผลิตในฝรั่งเศสตั้งแต่ปลายช่วงยุค70 (1961-1970) จนถึงช่วงกลางยุค80 (1971 - 1980) French ขนาดเกลียว M35 x 1mm * ฝาปิดกระโหลกด้านซ้ายจะเป็นเกลียวขวา และฝาปิดกระโหลกด้านขวาจะเป็นเกลียวขวาด้วย * ถ้าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกจริงๆของเกลียว BB cup จะอยู่ในช่วง 34.6-34.9 mm. และเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจริงๆของเกลียว BB shell จะอยู่ในช่วง 33.6-33.9mm. เป็นมาตรฐานเกลียวกระโหลกที่ใช้กับจักรยานที่ผลิตในฝรั่งเศสตั้งแต่ช่วงกลางยุค80เป็นต้นมา ซึ่งจะเห็นว่าจะมีขนาดเดียวกันกับเกลียวSwiss แต่จะต่างกันที่ทิศเกลียวของฝาปิดกระโหลกด้านขวาเท่านั้น Whitworth ขนาดเกลียว 1-3/8" x 26tpi * ฝาปิดกระโหลกด้านซ้ายจะเป็นเกลียวขวา แต่ฝาปิดกระโหลกด้านขวาจะเป็นเกลียวซ้าย * ถ้าวัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกจริงๆของเกลียว BB cup จะอยู่ในช่วง 34.6-34.9 mm. และเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจริงๆของเกลียว BB shell จะอยู่ในช่วง 33.6-33.9mm. เป็นมาตรฐานเกลียวกระโหลกที่ใช้กับจักรยานราคาไม่แพงบางยี่ห้อในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะยี่ห้อที่มี 3 speeds และ 10 speeds
ตัวอย่างสำหรับฉลากของกระโหลกของShimano ที่บอกให้ทราบว่า เป็นกระโหลกรุ่น ES-70 ใช้กับBB shellกว้าง68mm , BB cupเป็นเกลียวมาตรฐานBSC , แกนยาว 113 mm และบอกว่าด้านใดเป็นด้านขวาหรือซ้าย
สำหรับกระโหลกแบบTaperedนั้น จะตอกตัวเลขบอกความยาวของแกนกระโหลกไ ว้
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก:
http://www.bikeloves.com/webboard/00169.shtml
7
เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2011, 09:57:13 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
การติดตั้งสับจานหน้า สับจานหน้าจะเป็นอุปกรณ์ที่มีโอกาสจะก่อปัญหาในการใช้งานได้บ่อยที่สุด ถ้าหากไม่ได้รับการ ติดตั้งที่ถูกวิธี สิ่งสำคัญที่ต้องนึกถึงในการติดตั้งสับจานหน้า คือ ตำแหน่งความสูงของสับจาน โดยปกติเวลาซื้อสับจานมาใหม่จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า pro-set alignment block มาด้วย อุปกรณ์นี้จะทำ จากพลาสติกสีขาวหรือดำ สอดรองให้chain guide ขยับออกมาเล็กน้อย ทำให้การตั้งตำแหน่งสับจานง่าย ขึ้น แต่ถ้าไม่มีมาให้หรือหายไปแล้วก็ไม่เป็นไร ทั้งนี้ เนื่องจากระดับความสูงของสับจานจะมีความยืดหยุ่น ได้บ้าง ตำแหน่งความสูงที่เหมาะสมนั้นจะทำให้ขอบ ล่างของchain guideด้านนอก อยู่สูงกว่ายอดใบจาน ใหญ่ 1-3 mm
แนวของใบสับจาน ( chain guide )
การตั้งแนวของchain guide เพื่อให้การทำงานของ สับจานเป็นไปอย่างราบรื่นนั้น ในทางปฏิบัติจะปรับ ให้แนวของchain guideด้านนอกขนานกับใบจาน ใหญ่( ดังรูป ) ถ้าส่วนท้ายของchain guide เบนออกด้านนอก จะ ส่งผลให้การขึ้นจานใหญ่ง่ายขึ้น แต่จะลงจานเล็กได้ ลำบาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าส่วนท้ายของ chain guide เบนเข้าด้านใน จะส่งผลให้การขึ้นจานใหญ่ลำบาก แต่จะลงจานเล็กได้ง่ายขึ้น
ในขณะที่สับจานแบบเกี่ยวกระโหลกเป็นสับจานที่แทบจะไม่มีปัญหาจากการติดตั้งเลย เพราะว่าได้ถูกออกแบบบังคับตำแหน่งเอาแต่แรก แล้ว จะปรับได้ก็เพียงระดับความสูงได้เพียง 2ระดับเท่านั้น สับจานหน้ารุ่น XTR ของShimano จะเป็นสับจานหน้าที่ค่อนข้างจะยุ่งยากในการติดตั้งสักหน่อย ถ้าหากไม่มีpro-set alignment blockติดมาด้วย เพราะแนวของchain guide ด้านนอกและด้านในจะเปลี่ยนไปตามจังหวะการทำงาน เนื่องจากได้รับการออกแบบมา เป็นพิเศษ อีกทั้งไม่แนะนำให้ใช้กับจานหน้าแบบcompact ในรุ่นXTลงไป เนื่องจากอาจจะมีปัญหาของchain guide ด้านในจะติด ขัดกับขอบของใบจานกลาง ในจังหวะที่เปลี่ยนขึ้นจากจานกลางไปจานใหญ่ได้ ทำให้เป็นปัญหาในการจะเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปใช้ใบจาน ใหญ่ได้เสมอๆ
การติดตั้งตีนผี ใช้กุญแจหกเหลี่ยมขนาด 5 mm ขันยึดตีนผีกับส่วนDrop out ของเฟรมจนแน่นพอ การติดตั้ง ตีนผีหลังไม่มีเรื่องยุ่งยากเหมือนกับสับจานหน้า เพราะว่าเฟรมจะบังคับเอาไว้ การเลือกความยาวโซ่ที่เหมาะสม
ความยาวโซ่ที่เหมาะสมจะทำให้เราสามารถใช้เกียร์ได้ครบทุก เกียร์ สามารถเก็บเกียร์ที่ตำแหน่งจานหน้าเล็กสุดและเฟืองหลัง เล็กสุด ( 1- 9 ในเกียร์ 27สปีด )ได้โดยที่โซ่ไม่มีการหย่อนตก ท้องช้าง และสามารถใช้ตำแหน่งเกียร์ต้องห้าม 3-1ได้ โดยไม่ ติดขัด ความยาวโซ่ที่เหมาะสมนั้นจะวัดโดยการคล้องโซ่ผ่าน เฟืองหลังใหญ่สุด ไปยังจานหน้าใบใหญ่สุด โดยไม่คล้องผ่าน ตีนผี เอาปลายโซ่2ข้างมาบรรจบชนกันพอดี และบวกไปอีก2 ข้อ ( 1 คู่ คือมีทั้ง outer-link plate และ inner-link plate ) ดังรูป
การปรับแต่งเกียร์ ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะระบบเกียร์ 27 สปีด หรือ 3x9 และRapidFire shifter เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกัน (สำหรับระบบ21,24 สปีด และGrip shift ก็ใช้หลักการเดียวกันทุกประการ) เพื่อความสะดวกในการทำงาน ควรจะหาขาตั้งที่สามารถยกให้ล้อหลังลอยขึ้นจากพื้นได้อย่างอิสระ หรือจะหาเพื่อนใจดีมาช่วยยกรถให้ล้อหลังลอยจากพื้นก็ไม่ผิดกติกาอะไร ตำแหน่งเริ่มต้นคือโซ่ จะคล้องผ่านจานหน้าเล็กสุดและเฟืองหลังเล็กสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งเริ่มต้นของเกียร์ (สปริงของทั้งสับ จานและตีนผีจะหย่อนที่สุด) เริ่มต้นกันที่เกียร์หลังหรือตีนผีกันก่อนครับ
หมุนตัวเร่งความตึงของสายทั้งที่ตีนผี และshifter(ถ้ามี)เข้า ในให้สุดแล้วคลายออกมาประมาณ 1/2 รอบ ใช้สายตาเล็งแนวระหว่างเฟืองจอกกี้กับยอดเฟืองเล็กสุดก่อน ดูว่าตรงกันหรือไม่ ถ้าหากเยื้องกันให้ปรับสกรูตัว H ถ้าหมุน สกรูเข้า(ตามเข็มนาฬิกา) เฟืองจอกกี้จะขยับเข้าด้านใน ถ้า หมุนออก(ทวนเข็มนาฬิกา) เฟืองจอกกี้จะขยับตัวออกด้าน นอก ให้ปรับคร่าวๆไปก่อน แล้วค่อยปรับให้ละเอียดในภาย หลัง การปรับให้ละเอียดนั้นจะต้องทำหลังจากติดตั้งเกียร์หน้าเรียบร้อยแล้ว โดยปรับตำแหน่งจาน หน้าไว้ที่จาน3หรือจานใหญ่สุด ปรับตำแหน่งเกียร์หลังไว้ที่เกียร์9 แล้วเล็งแนวระหว่างเฟือง จอกกี้กับยอดเฟืองเกียร์9 อีกครั้ง ปรับสกรูตัวH จนกระทั่งได้แนวที่ตรงกัน
สอดสายเกียร์ผ่านเข้าไปในที่ยึด ใช้คีมดึงปลายสายให้ตึง จากนั้นจึงใช้หกเหลี่ยม 5 mm ขันสกรูที่ใช้ยึดสายเกียร์จนแน่น หมุนบันไดให้ล้อหลังหมุน ลดตำแหน่งเกียร์หลังด้วยshifterจากเกียร์ 9 -->8 ดูว่าเกียร์เปลี่ยนในทันทีหรือไม่ ถ้าหากว่าเกียร์ไม่ยอมลดตำแหน่งลง หรือเปลี่ยนไปแล้วแต่มีแนวโน้มว่าจะ กลับมาอยู่ที่เกียร์9อย่างเดิม ซึ่งจะสังเกตได้จากเสียงหรือการกระโดดของโซ่ กลับมายังตำแหน่งเดิม แสดงว่าสายเกียร์หย่อนเกินไป ให้หมุนตัวเร่งความ ตึงออก จนกระทั่งเกียร์เปลี่ยนตำแหน่งตามต้องการหรือเสียงเงียบลง ถ้าเกียร์ลดตำแหน่งลงไปยังเกียร์8ได้ แต่มีแนวโน้มว่าจะลดตำแหน่งไปยัง เกียร์7เอง ซึ่งจะสังเกตได้จากเสียงหรือการกระโดดของโซ่ แสดงว่าสายเกียร์ ตึงเกินไป ให้หมุนตัวเร่งความตึงเข้า จนกระทั่งเกียร์หยุดท่าทีที่จะเปลี่ยน เองหรือเสียงเงียบลง ปกติแล้วสายเกียร์ที่ตึงไปหรือหย่อนไปเล็กน้อยนั้นอาจจะไม่เห็นผลได้ชัดในช่วงแรกๆ แต่เมื่อลดเกียร์ไปจนถึงเกียร์ 4 หรือเกียร์ 3 แล้วจะสังเกตอาการได้ชัดกว่า เพราะจะสะสมความคลาดเคลื่อนจนถึงจุดที่แสดงออกได้อย่างชัดเจน ก็ให้ทำการปรับหมุนตัวเร่งเข้าหรือออกแล้วแต่ปัญหา ทดสอบจนถึงเกียร์2
จากนั้นลดตำแหน่งเกียร์หลังจนถึงเกียร์1 ถ้า ลดเกียร์ไม่ลง แสดงว่าตีนผีไม่สามารถขยับตัวเข้าไป ด้านในได้อีก ให้คลายสกรูตัวLที่ตีนผีออกมา (ทวน เข็มนาฬิกา) ทีละน้อย จนสามารถลดเกียร์ได้พอดี ลดเกียร์ลงได้แต่โซ่หล่นข้ามเฟืองเกียร์1 หรือมีแนว โน้มว่าจะไต่ข้ามเฟือง แสดงว่าตีนผีสามารถขยับตัว เข้าไปด้านในได้มากเกินไป ให้มาเล็งตำแหน่งเฟือง จอกกี้และเฟืองเกียร์1จากทางด้านหลัง แล้วจึงหมุน สกรูตัวLเข้า (ตามเข็มนาฬิกา) จนกระทั่งยอดเฟือง จอกกี้ตรงกับยอดเฟืองเกียร์1พอดี ( การตรวจเช็คความพอดีของสกรูตัวLนั้นจะทำเมื่อจานหน้าอยู่ในตำแหน่งจาน1 หรือจานเล็กเสมอ )
ทดลองใช้มือดันขาตีนผีไปข้างหน้า(รถ) แล้วปล่อย กลับหลายๆครั้ง เพื่อดูระยะห่างระหว่างเฟืองจอกกี้ กับเฟืองเกียร์1 จากนั้นจึงใช้ไขควงปาก4แฉกหมุน ปรับ B-tension screw ให้ยอดเฟืองจอกกี้ต่ำกว่า เฟืองเกียร์1 ประมาณ 1mm ถ้าใกล้กันเกินไป ใน เวลาที่ปั่นบันไดเฟืองจอกกี้จะกระทบกับเฟืองเกียร์1 จนเกิดเสียงรบกวน ให้แก้ไขโดยหมุน B-tension screw เข้าใน ( ตามเข็มนาฬิกา )
จากนั้นให้ลองไล่เกียร์ขึ้นบน ลดเกียร์ลงล่างจนทำงานคล่องทุกเกียร์ สายเกียร์ตึงเกินไป เกียร์จะพยายามเปลี่ยนตำแหน่งไปยังตำแหน่งที่เฟืองหลังใหญ่ขึ้นเอง และเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จาก เฟืองใหญ่ไปเฟืองเล็กจะทำได้ลำบากหรือมีเสียงรบกวน สายเกียร์หย่อนเกินไป เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จากเฟืองเล็กไปยังเฟืองใหญ่ เกียร์จะไม่ยอมเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแล้วจะพยายาม เปลี่ยนกลับไปยังตำแหน่งเดิม แต่เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งจากเฟืองใหญ่ลงมาเฟืองเล็กจะทำได้ง่ายหรือเกียร์จะเปลี่ยนตำแหน่งให้ เอง
จากนั้นมาต่อกันที่เกียร์หน้าหรือสับจานหน้ากัน
หมุนตัวเร่งความตึงของสายทั้งที่shifterเข้าในให้สุดแล้วคลายออกมาประมาณ1/2 รอบ
หมุนบันได เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังไปที่เกียร์ 1 หรือเฟือง ใหญ่สุด ดูระยะห่างระหว่างโซ่กับchain guideด้านใน แล้ว ปรับสกรูตัวLด้านบนตัวสับจาน ถ้า หมุนเข้าในหรือตามเข็มนาฟิกา ใบสับจานจะขยับ ออกนอก (Chain guideด้านในขยับเข้าชิดกับโซ่) ถ้า คลายออกหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกา ใบสับจานจะ ขยับเข้าด้านใน (Chain guideด้านในขยับออกห่าง จากโซ่) ให้ปรับสกรูตัวLจนได้ระยะห่างระหว่างโซ่กับChain guide ด้านใน เท่ากับ 0-0.5mm จากรูปเป็นสับจานแบบรัดล่างหรือTop-swing แต่ถ้าเป็นแบบรัดบนหรือStandard link ตำแหน่งสกรูตัวH กับ L จะสับตำแหน่งกันกับที่แสดง
สอดสายเกียร์ผ่านเข้าไปในที่ยึด ใช้คีมดึงปลายสายเกียร์ให้ตึงแล้วจึงใช้หกเหลี่ยม 5mm กวดสกรูที่ใช้ยึดสายเกียร์จนแน่น สำรวจความตึงของสายเกียร์ในส่วนที่พาด ผ่านเฟรม ถ้ายังหย่อนอยู่ให้ติดตั้งใหม่จนตึงพอดี
หมุนบันได เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังไปที่เกียร์ 5 แล้วกด shifterเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าจากจานเล็กขึ้นไปยังจาน กลาง โดยกด shiferแช่ไว้จนกระทั่งโซ่เปลี่ยนตำแหน่งมา อยู่ที่จานกลางจึงปล่อยมือ ถ้าหากโซ่เลื่อนขึ้นจานกลางด้วย ความลำบากแสดงว่าสายหย่อนเกินไป ให้หมุนตัวเร่งความ ตึงสายออกมาทีละ1 รอบ จนกระทั่งพอใจ (แต่อาจจะไม่พอ ดี!) จากนั้นให้หมุนบันไดแล้วลดเกียร์หลังไปที่เกียร์1 ดูระยะ ห่างระหว่างโซ่กับchain guideด้านใน ปรับตัวเร่งความตึง สายที่shifter จนกระทั่งโซ่อยู่ห่างจากchain guideด้านใน 0 - 0.5mm ซึ่งจะเป็นค่าความตึงของสายเกียร์ที่ถูกต้องตาม ทฤษฎีที่สุด ( ดังรูป )
หมุนบันไดเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังไปที่เกียร์ 9 แล้วเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้า จากจานกลางขึ้นไปจานใหญ่ โดยกด shiferแช่ไว้จนกระทั่งโซ่เปลี่ยนตำแหน่ง มาอยู่ที่จานใหญ่แล้วจึงปล่อยมือ ถ้าหากความตึงของสายถูกต้องตั้งแต่เมื่อสักครู่ โซ่ควรจะขึ้นไปยังจานใหญ่ได้อย่างสะดวก แต่ถ้า โซ่ขึ้นจานใหญ่ด้วยความลำบากและรู้สึกฝืนๆในการกดshifter ให้คลาย สกรูตัวH ที่สับจานออกทีละ 1/8 รอบ จนกระทั่งสามารถขึ้นจานใหญ่ได้ อย่างราบรื่น โซ่ขึ้นจานใหญ่แล้วหล่นข้ามออกไปด้านนอก หรือมีแนวโน้มว่าจะหล่น ให้หมุนสกรูตัวH ที่สับจานเข้าทีละ1/4 รอบ หมุนบันได ลดตำแหน่งเกียร์หน้าจากจานใหญ่ลงมาจานกลางซึ่งควรจะลงมาได้ อย่างราบรื่น ลดตำแหน่งเกียร์หลังลงไปที่เกียร์1 แล้วลดตำแหน่งเกียร์หน้าจาก จานกลางลงไปที่จานเล็ก ถ้า โซ่ลงจานเล็กไม่ได้หรือลงได้ไม่ดี ให้คลายสกรูตัวLที่สับจานออกทีละ1/4 รอบ โซ่หล่นข้ามจานเล็กลงไปด้านในของกระโหลก ให้ขันสกรูตัวLที่สับจานเข้า ทีละ1/2 รอบ โดยสามารถเช็คจากระยะห่างระหว่างโซ่ กับ Chain guide ด้านใน ในตำแหน่งเกียร์ 1-1 ซึ่งควรมีค่าอยู่ในช่วง 0-0.5mm ความตึงของสายเกียร์หน้า อาจจะปรับให้หย่อนหรือให้ตึงกว่ากฎเกณฑ์ที่ให้ได้อีกเล็กน้อย เนื่องจากว่าการปรับแต่งสับจานหน้า นั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่าการปรับเกียร์หลัง ขอเพียงปรับแต่งสกรูLและH ได้ถูกต้อง รวมไปถึงติดตั้งได้อย่างพอดี ก็จะไม่ค่อย มีปัญหาเรื่องโซ่หล่นข้ามจานหรือการทำงานเท่าไรนัก
จากนั้นให้ลองปรับตำแหน่งเกียร์หลังและสับจานหน้าดูว่าสามารถทำงานได้ดีทุกๆตำแหน่งหรือไม่ ถ้าหากที่ทำมาทั้งหมดถูกต้องแล้วก็ไม่ควรจะมีปัญหาใดๆ แต่ถ้าหากไม่ราบรื่นดีนักให้ลองตรวจสอบ ย้อนหลังดูว่าขั้นตอนที่ทำมาตั้งแต่ต้นนั้นถูกต้องหรือไม่ ขอเพียงแต่มีความอดทน และค่อยๆสังเกตก็จะพบว่าการปรับแต่งเกียร์นั้นไม่ใช่เรื่องยากที่ต้องพึ่งช่าง เลย ขอให้โชคดีครับ
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก:
http://www.bikeloves.com/mech/mech02_2.shtml
8
เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2011, 11:45:59 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
โปรดเสียเวลาอ่านสักนิด เพื่อสิทธิ์ประโยชน์ของตัวท่านเอง 1.ห้ามเผยแพร่ข้อความเนื้อหาที่ทำให้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสื่อมเสีย ไม่ว่าจะเป็นทางข้อความ หรือทางภาพ 2.ห้ามเผยแพร่ข้อความและเนื้อหาที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อและหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นทางข้อความ หรือทางภาพ หากฝ่าฝืนจะผิดกฎหมายในข้อหาโฆษณาหลอกลวงประชาชน 3.ห้ามเผยแพร่ข้อความและเนื้อหาที่ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียหาย รำคาญใจ หรือก่อเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดด้วยความตั้งใจหรือไม่ 4.ห้ามเผยแพร่ข้อความที่ส่อเสียดหรือว่ากล่าวให้ร้ายแก่สมาชิกผู้อื่น ไม่ว่าข้อความนั้นจะมีว่าอย่างไร จะกล่าวถึงชื่อผู้อื่นหรือไม่ 5.ห้ามเผยแพร่ข้อความที่ยุยงให้ผู้อื่นเกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ไม่ว่าผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ตอบนั้นจะตั้งใจหรือไม่ 7.ห้ามเผยแพร่ข้อความ รูปภาพ ที่ส่อไปในเรื่องเพศ ลามกอนาจาร หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของไทย 8.ห้ามเผยแพร่ข้อความที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือข้อความที่ซ้ำๆ ในกระทู้เดียวกันหรือหลายกระทู้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เจตนาของผู้ตั้งกระทู้หรือผู้ตอบ และสถานการณ์ในกระทู้นั้น 9.ห้ามเผยแพร่ข้อความหรือกระทู้ที่ส่อให้เห็นถึงเจตนาในการพนันต่างๆ ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม 10. ห้ามเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของของผู้อื่น ซึ่งสามารถสร้างความเสียหาย ให้กับบุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือบุคคลที่สาม เช่นหมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรเครดิต ฯลฯ ไม่ว่าผู้เผยแพร่จะมีเจตนาหรือไม่ 11.ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้บริการ Username บางคำที่เป็นของผู้ดูแลระบบ ได้แก่ "webmaster", "web editor", "hostmaster", "postmaster", "admin", "member(s)", "customer / customer service" หรือคำอื่นๆ ที่พิจารณาว่าไม่เหมาะสมสำหรับการใช้เป็น Username 12.สมาชิกจะต้องใช้นามแฝงที่เหมาะสม ไม่หยาบคาย หรือส่อไปในทางลามกอนาจาร มิฉะนั้นทีมงานมีสิทธิ์ ไม่ให้สิทธิ์การเป็นสมาชิกได้ 13.ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกความเป็นสมาชิกได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า 14.ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการหยุดให้บริการ เมื่อใดก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้า 15.ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ และความคิดเห็นใน Webboard โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สำคัญมาก ว่าด้วยเรื่องของ ลิขสิทธิ์ เนื้อหาและบทความ เมื่อท่านได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของเราอย่างสมบูรณ์แล้ว บทความทุกบทไม่ว่าท่านจะนำมาจากไหน ขอความกรุณาสักนิด ช่วยให้ เครดิต เจ้าของบทความดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการ ขอบคุณ และ ขออนุญาต นำไปเผยแพร่ ซึ่งปัญหาดังกล่าว เกิดขึ้นกับหลายเว็บไซต์ บางครั้งถึงกับ แจ้งความดำเนินคดี เรียกร้องค่าเสียหายกันเลยทีเดียว ซึ่งทางเราไม่อยากให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับที่นี่ เพราะมันจะทำให้สังคมแห่งนี้ และ ผู้นำมาเผยแพร่หมดความน่าเชื่อถือไปด้วย วิธีการให้ เครดิต การให้เครดิต เจ้าของบทความ เมื่อนำบทความทั้งหมดมาลงแล้ว ก่อนที่จะกด ปุ่มโพสต์ ลงบอร์ด ให้ทำการเขียนข้อความดังกล่าวไว้ใต้บทความด้วย แล้วทำการสร้างลิ้งค์ เพื่อชี้ไปที่เว็บไซต์ของบทความต้นฉบับ ตัวอย่าง การให้เครดิต memo (เลื่อนการแสดง) ข้อความ และรูปภาพ ที่ถูกพิมพ์และเผยแพร่ออกจากเว็บบอร์ดแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ซึ่งทางเว็บไซต์ "MTB SOCIETY" ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และ "ไม่รับผิดชอบ" ต่อข้อความ และรูปภาพใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม หากท่านพบข้อความ หรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม ได้ถูกเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ อาทิเช่น คำพูดที่ลบหลู่ ดูหมิ่นต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สิ่งผิดกฎหมาย หรือขัดต่อศีลธรรมต่างๆ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ของเว็บไซต์ เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด
9
เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2011, 11:31:43 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin
ขอขอบคุณบทความดีๆจาก:
http://forums .ขั้นเทพ.com/index.php?topic=1129.0
10
เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2011, 08:12:30 pm
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย: admin